ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

การศึกษาล่าสุดโดย องค์การอนามัยโลก (WHO) ระบุว่า การให้วัคซีนประชากรโลกในช่วง 50 ปีที่ผ่านมา สามารถสร้างภูมิคุ้มกันโรค ช่วยรักษาต่ออายุขัยคนได้มากกว่า 154 ล้านคน หรือเทียบเท่ากับการรักษา 6 ชีวิตในทุกนาที ในกลุ่มนี้เป็นทารกมากถึง 101 ล้านคน

การศึกษาดังกล่าวเผยแพร่ในวารสารเดอะแลนเซท (The Lancet) เมื่อเดือน เม.ย. ที่ผ่านมา ตอกย้ำคุณูปการของการฉีดวัคซีนเพื่อเสริมสร้างสุขภาพโดยเฉพาะในกลุ่มทารก ได้รับการต่อชีวิตให้ยืนยาวจนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ 

การศึกษาพิจารณาการฉีดวัคซีนป้องกัน 14 โรค ได้แก่ คอตีบ ฮิป ไวรัสตับอักเสบบี ไข้สมองอักเสบเจอี หัด เยื้อหุ้มสมองอักเสบ ไอกรน ไอพีดี โปลิโอ ไวรัสโรตา หัดเยอรมัน บาดทะยัก วัณโรค และไข้เหลือง โดยรวมสามารถลดการเสียชีวิตของทารกทั่วโลกได้ถึง 40% และมากกว่า 50% ในภูมิภาคแอฟริกา

การฉีดวัคซีนยังสามารถทำให้คนหนึ่งมีอายุไขเฉลี่ยถึง 66 ปี ขณะที่การให้วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอทำให้ประชากรมากกว่า 20 ล้านคน สามารถหลีกเลี่ยงการเป็นอัมพาตและเดินได้เป็นปกติ 

"วัคซีนเป็นหนึ่งในนวัตกรรมที่มีอิทธิพลมากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทำให้โรคที่มนุษย์เคยกลัว กลายเป็นโรคที่ป้องกันได้" นพ.ทีโดรส อัดฮานอม กีบรีเยซุส (Tedros Adhanom Ghebreyesus) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การอนามัยโลก กล่าว

นั่นเพราะเรามีวัคซีน โรคไข้ทรพิษได้หายไปจากโลก โรคโปลิโอก็ใกล้ถูกขจัดจนหมดไป ทั้งยังมีการพัฒนาวัคซีนป้องกันโรคอย่างต่อเนื่อง เช่นมาลาเรียและมะเร็งปากมดลูก ด้วยการวิจัย การลงทุน และการร่วมมืออย่างต่อเนื่อง เราจะสามารถช่วยเหลือชีวิตได้อีกมากมายทั้งในปัจจุบันและใน 50 ปีข้างหน้า

การศึกษานี้เผยแพร่เนื่องในโอกาสครบรอบ 50 ปีของโครงการขยายโปรแกรมการฉีดวัคซีน (Expanded Programme on Immunization หรือ EPI) ซึ่งริเริ่มโดยสมัชชาสุขภาพโลกในเดือน พ.ค. ปี 2517 โดยวางเป้าหมายฉีดวัคซีนให้เด็กทั้งหมดบนโลก เพื่อป้องกันโรคระบาดในตอนนั้นอย่าง โรคคอตีบ โรคหัด ไอกรน โปลิโอ บาดทะยัก วัณโรค และฝีดาษ

ปัจจุบันโครงการเปลี่ยนชื่อเป็น Essential Programme on Immunization ทำหน้าที่ให้ข้อแนะนำการฉีดวัคซีนป้องกันโรคกับนานาประเทศ และขยายการฉีดวัคซีนไปยังกลุ่มประชากรทุกกลุ่ม ทั้งเด็ก เยาวชน และผู้ใหญ่

ก่อนที่โครงการ EPI จะเริ่มต้นขึ้น มีทารกทั่วโลกน้อยกว่า 5% ที่เข้าถึงการฉีดวัคซีน อัตราส่วนนี้เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญหลังทำโครงการจนถึงปัจจุบัน 

เช่นในกรณีของการให้วัคซีนกลุ่มป้องกันคอตีบ บาดทะยัก และไอกรน เพิ่มขึ้นมากถึง 84% ส่วนการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดในวัยเด็กทำให้ประชากรโลก 94 ล้านคนรอดชีวิตจนเติบใหญ่

อย่างไรก็ดี วิกฤตโควิด-19 เป็นความท้าทายสำคัญที่ทำให้โครงการให้วัคซีนต่างๆหยุดชะงัก เด็กมากกว่า 33 ล้านคนไม่ได้รับวัคซีนป้องกันโรคหัดในปี 2565 ปัจจุบันอัตราการฉีดวัคซีนป้องกันโรคหัดโดสแรกครอบคลุมประชากรกลุ่มเป้าหมาย 83% และโดสที่สอง 74% ทำให้โรคยังคงระบาดในบางพื้นที่

กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (United Nations Children's Fund หรือ UNICEF) เป็นหนึ่งในผู้แทนซื้อวัคซีนรายใหญ่ที่สุดในโลก ช่วยจัดหาวัคซีนมากกว่า 2,000 ล้านโดสในแต่ละปี เพื่อส่งต่อให้เด็กและทารกในประเทศต่างๆ 

"ด้วยการฉีดวัคซีน เด็กสามารถรอดชีวิตและเจริญเติบโตมากเกินกว่า 5 ปี ความสำเร็จนี้เกิดจากความพยายามร่วมกันของรัฐบาล พันธมิตร นักวิทยาศาสตร์ บุคลากรด้านสุขภาพภาคประชาสังคม อาสาสมัคร และผู้ปกครอง เราต้องเดินหน้าต่อไป เพื่อให้ทุกเด็กทุกคนในทุกที่ สามารถเข้าถึงการฉีดวัคซีน" แคทเธอรีน รัสเซลล์ (Catherine Russell) ผู้อำนวยการบริหารแห่ง UNICEF กล่าว

อีกด้านหนึ่ง องค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวี (Gavi, the Vaccine Alliance) ก่อตั้งขึ้นในปี 2543 เพื่อช่วยกระจายวัคซีนมากกว่า 20 ชนิด ต่อยอดจากโครงการ EPI โดยเฉพาะในประเทศยากจน วัคซีนที่อยู่ในเป้าหมายรวมถึงวัคซีนต้านเชื้อเอชพีวี โรคหัด อหิวาตกโรค ไข้เหลือง อีโบลา และโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ

“ในระยะเวลาน้อยกว่าสองทศวรรษ เราได้เห็นความก้าวหน้าในการปกป้องเด็กมากกว่า 1,000 ล้านคนจากการเสียชีวิต การรักษาชีวิตคนยังทำให้เกิดประโยชน์ทางเศรษฐกิจมหาศาล วัคซีนเป็นการลงทุนที่ดีที่สุด” นพ.ซาเนีย นิชธาร (Sania Nishtar) ผู้บริหารองค์กรพันธมิตรเพื่อวัคซีนกาวี กล่าว

“เราต้องทำให้ทุกคนเข้าถึงวัคซีน ไม่ว่าเขาจะเกิดที่ใด ให้เขามีสิทธิในการมีอนาคตที่สุขภาพดี การเข้าถึงวัคซีนต้องได้รับงบสนับสนุนอย่างเต็มที่ เพื่อช่วยให้นานาประเทศสร้างภูมิคุ้มกัน” นพ.ซาเนีย นิชธาร ระบุ

อย่างไรก็ดี การศึกษานี้ครอบคลุมประโยชน์ของวัคซีนเพียง 14 ตัวเท่านั้น ยังมีวัคซีนอีกหลายชนิดที่ไม่ได้รวมอยู่ในการศึกษา นั่นหมายความว่าตัวเลขประมาณการณ์ด้านประโยชน์ของวัคซีนที่แท้จริงมีมากกว่านี้ 

ปัจจุบัน มีวัคซีนที่ป้องกันโรคที่ก่อให้เกิดการเสียชีวิตผลิตออกมาแล้วมากกว่า 30 ชนิด หนึ่งในนั้นคือ วัคซีนต้านเชื้อเอชพีวี ซึ่งใช้ป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูก และ วัคซีนต้านเชื้อโควิด-19 ซึ่งไม่ได้รวมอยู่ในการศึกษานี้


อ่านบทความฉบับเต็ม:
https://www.who.int/news/item/24-04-2024-global-immunization-efforts-have-saved-at-least-154-million-lives-over-the-past-50-years