ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

รายงานธนาคารพัฒนาเอเชีย (Asian Development Bank หรือ ADB) เสนอ ประเทศอินเดียจำเป็นต้องเตรียมรับมือกับประชากรผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น โดยขยายโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า เพื่อทำให้ผู้สูงอายุสุขภาพดี สามารถทำงานได้แม้วัยเกษียณ

เมื่อวันที่ 2 พ.ค. ที่ผ่านมา ADB เผยแพร่รายงาน “Aging Well In Asia” หรือ “แก่อย่างมีความเป็นอยู่ที่ดีในเอเชีย” ระบุว่า อินเดียเป็นหนึ่งในประเทศเอเชียที่ผู้สูงอายุได้รับความคุ้มครองจากประกันสุขภาพต่ำที่สุด

ในขณะที่ประเทศอย่างเกาหลีใต้และประเทศไทยได้บรรลุหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าเรียบร้อยแล้ว และครอบคลุมประชากรทุกช่วงวัย แต่อินเดียมีผู้สูงอายุเพียง 21% ที่ได้รับความคุ้มครองด้านสุขภาพ

นักเศรษฐศาสตร์จากธนาคารพัฒนาเอเชีย อกิโกะ คิกาว่า (Aiko Kikkawa) ระบุว่า อินเดียทำโครงการหลักประกันสุขภาพในชื่อ Ayushman Bharat ซึ่งจ่ายค่ารักษาพยาบาลให้กับประชากรกลุ่มยากจนขั้นสุดเท่านั้น

หากสามารถขยายขอบเขตผู้มีสิทธิไปยังผู้สูงอายุมากกว่า 60 ปี และขยายบริการสุขภาพที่เพิ่มช่วยดำรงความสามารถทางกายของผู้สูงอายุ ก็จะสร้างผลิตผลทางเศรษฐกิจให้ประเทศมากขึ้นในอนาคต
ด้วยแนวคิดที่ว่าผู้สูงอายุทำงานได้ หน่วยงานกำกับและพัฒนาประกันของอินเดีย (Insurance Regulatory and Development Authority of India หรือ IRDAI) เพิ่งมีนโยบายยกเลิกข้อจำกัดทางอายุของผู้ซื้อประกัน เพื่อส่งเสริมระบบนิเวศสุขภาพที่เข้าถึงได้โดยคนทุกช่วงวัย จากที่แต่เดิมกำหนดให้ผู้มีอายุมาก 65 ปีไม่สามารถซื้อประกันได้

รายงานของธนาคารพัฒนาเอเชียยังระบุว่า จำนวนผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปในประเทศกำลังพัฒนาของภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก จะเพิ่มขึ้นเกือบสองเท่าในปี 2593 เทียบเท่าจำนวนผู้สูงอายุ 1,200 พันล้านคน หรือประมาณหนึ่งในสี่ของประชากรทั้งหมด

อัลเบิร์ต พาร์ค (Albert Park) หัวหน้านักเศรษฐศาตร์ของธนาคารพัฒนาเอเชีย กล่าวว่า ผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้น จะสร้างโอกาส “เศรษฐกิจสูงวัย” ซึ่งเพิ่มผลิตภัณฑ์มวลรวมภูมิภาคได้เฉลี่ยถึง 0.9%  

และนั่นก็เป็นโอกาสของอินเดีย ซึ่งยังมีอัตราส่วนประชากรผู้สูงอายุไม่มากนักในช่วงปี 2574-2583 เพราะยังมีประชากรวัยแรงงานจำนวนมาก หากผู้สูงอายุมีสุขภาพดี ก็จะเพิ่มผลผลิตในเศรษฐกิจไปพร้อมกับแรงงานหนุ่มสาว

นอกจากนี้ ดัชนีชี้วัดด้านความพร้อมทางการเงินในวัยเกษียณแสดงให้เห็นว่า ประชากรในแต่ละประเทศมีความพร้อมแตกต่างกัน ญี่ปุ่นมีผู้ที่อยู่ในช่วง 5 ปีก่อนการเกษียณมากถึง 86% ที่มีความพร้อมทางการเงิน อินเดีย 73% จีน 64% และเกาหลีใต้ 58%

อย่างไรก็ตาม พบช่องว่างความพร้อมทางการเงินระหว่างประชากรในชนบทและในเมือง เช่นในกรณีของจีน มีประชากรในชนบทเพียง 44% ที่มีความพร้อม ขณะที่อัตราส่วนในเมืองอยู่ที่ 82% ของประชากร

ในกรณีของอินเดีย จีน และเกาหลีใต้ ประมาณ 80-90% ของแหล่งที่มาเงินเกษียณมาจากรายได้และทรัพย์สินส่วนตัว ไม่ใช่เงินบำนาญจากรัฐบาลหรือการช่วยเหลือทางสังคม สะท้อนช่องว่างการเข้าถึงบำนาญระหว่างประชากร

ประมาณ 40% ของผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไปในภูมิภาคเอชียและแปซิฟิก ยังไม่สามารถเข้าถึงเงินบำนาญ โดยผู้หญิงมีผลกระทบมากที่สุด เพราะมักทำงานที่บ้านโดยไม่ได้รับค่าจ้าง

รายงานยังระบุถึง อายุขัยเฉลี่ยของประชากรในภูมิภาค ที่จะเพิ่มขึ้น 3.7 ปีในกลุ่มผู้หญิง และ 4.1 ปีในกลุ่มผู้ชายก่อนสิ้นปี 2593 ประชากรผู้สูงวัยในอินเดียจะมีอายุเพิ่มขึ้น 6.4 ปี ตามด้วย คาซัคสถาน จอร์เจีย และฮ่องกง จีน เพิ่มขึ้น 4.6 ปี

"รัฐบาลต้องเตรียมการตั้งแต่ตอนนี้ หากต้องการช่วยเหลือประชากรของตนให้มีสุขภาพดีเมื่อเข้าสู่ช่วงสูงวัย รัฐบาลควรมีนโยบายสนับสนุนการลงทุนตลอดชีวิต ทั้งในด้านสุขภาพ การศึกษา พัฒนาทักษะ และการเตรียมการทางการเงินสำหรับการเกษียณอายุ” พาร์ค กล่าว

“การมีความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวและสังคมก็สำคัญเช่นกัน เพื่อสร้างประชากรสูงวัยที่มีสุขภาพและผลผลิตดี รวมทั้งเพิ่มความสามารถของผู้สูงวัยในการสร้างสังคมที่มีคุณภาพ"

รายงานของธนาคารพัฒนาเอเชียสรุปว่า ผู้สูงอายุจำนวนมากในภูมิภาคอาจไม่มีทางเลือก นอกจากการทำงานในวัยเกษียณ เพื่อความอยู่รอดทางการเงิน โดยจะมีประมาณ 94% ของผู้สูงอายุที่ทำงานนอกระบบ ซึ่งมักไม่มีการคุ้มครองแรงงานขึ้นพื้นฐาน หรือไม่ได้รับประโยชน์จากเงินบำนาญใดๆ


อ่านข่าวต้นฉบับ:
https://www.thehindu.com/incoming/india-needs-to-expand-universal-health-coverage-for-rapidly-ageing-population-maintain-growth-adb-report/article68131580.ece