ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ทันตแพทย์ ระบุ การสูญเสียฟันเป็น 1 ใน 5 ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุ เผย 8% ของผู้สูงอายุสูญเสีย “ฟันทั้งปาก” ส่งผลต่อการบดเคี้ยว ด้าน สปสช. อัดสิทธิประโยชน์ “ฟันเทียม-รากฟันเทียม” สำหรับผู้สูงอายุในระบบบัตรทอง


ทพญ.วรางคณา เวชวิธี รักษาการทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิสำนักทันตสาธารณสุข กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยว่า ประเทศไทยตอนนี้อยู่ในสังคมผู้สูงอายุ ซึ่ง 1 ใน 5 ปัญหาสุขภาพของผู้สูงอายุคือการสูญเสียฟันที่ส่งผลกระทบต่อการบดเคี้ยว โดยเฉพาะกรณีสูญเสียฟันทั้งปาก หรือเกือบทั้งปาก ซึ่งคิดเป็น 8% ของจำนวนผู้สูงอายุทั้งหมด หรือคิดเป็นจำนวนผู้สูงอายุเกือบล้านราย อาจส่งผลต่อสุขภาพได้ เพราะอาจมีการเลี่ยงรับประทานอาหาร มากไปกว่านั้นยังมีผลต่อสภาพจิตใจของผู้สูงอายุด้วย เนื่องจากเมื่อเคี้ยวก็มักจะมีเสียงดัง ทำให้เลี่ยงที่จะรับประทานอาหารกับครอบครัว เป็นต้น

การใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้นั้นเป็นแก้ปัญหาสูญเสียฟัน ซึ่งจะวางอยู่บริเวณสันเหงือก หรือเพดานปาก ซึ่งในขณะนี้มีอยู่ในสิทธิประโยชน์ของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) โดยจะเป็นฟันเทียมชนิดถอดได้ เหมาะสำหรับผู้ที่สุญเสียฟันหลายซี่ หรือทั้งปาก

ทพญ.วรางคณา กล่าวว่า ในกรณีหากใส่แล้วไม่แน่นก็จำเป็นต้องใช้เทคโนโลยีรากฟันเทียมเพิ่มเติมเข้ามา ซึ่งจะมีวัสดุเป็นไทเทเนียมฝังลงไปยังบริเวรสันเหงือก โดยจะต้องใช้เวลาให้กระดูกจับตัวกับรากเทียม ใช้เวลาประมาณ 2-3 ครั้ง และจะนัดเข้ามาใส่หมุดที่ล็อกกับฟันเทียมต่อไป อย่างไรก็ดีการใส่ฟันเทียมถอดได้ทั้งปากสามารถทำได้ทุกหน่วยบริการของ สธ. แต่การทำรากฟันเทียมด้วยความที่เป็นเทคโนโลยีใหม่ และมีและต้องใช้เครื่องมือเฉพาะ ทำให้ในปีแรกมีโรงพยาบาลในสังกัด สธ. ทำได้ประมาณ 200 แห่ง จากเกือบ 1,000 แห่ง แต่ก็จะมีการขยายในส่วนของโรงพยาบาลให้ใกล้กับผู้สูงอายุ เพื่อให้เดินทางสะดวกมากขึ้น

“สิทธิประโยชน์นี้ เป็นสิทธิประโยชน์ที่ สปสช. ให้เป็นดับดับแรก แต่ว่าสิทธิข้าราชการ กับสิทธิประกันสังคมยังไม่มี คงจะต้องพยายามผลักดันให้เกิดตรงนี้ด้วย” รักษาการทันตแพทย์ทรงคุณวุฒิสำนักทันตสาธารณสุข กล่าว

ทพญ.วรางคณา กล่าวทิ้งท้ายว่า เนื่องในโอกาสวันมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72 พรรษา วันที่ 28 ก.ค. 2567 สธ. มีเป้าหมายสำหรับผู้ที่สูญเสียฟันทั้งปากให้ได้รับบริการใส่ฟันเทียม จำนวน 7.2 หมื่นราย และฟังรากฟันเทียมเพื่อเพิ่มคุณภาพฟันเทียมทั้งปาก จำนวน 7,200 ราย

ด้าน ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการ สปสช. กล่าวว่า ฟันเทียมอยู่ในสิทธิประโยชน์ของ สปสช. ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2545 ทั้งฟันเทียมบางส่วนที่ถอดได้ และฟันเทียมทั้งปากสำหรับผู้ที่ไม่มีฟันธรรมชาติเหลืออยู่เลย ในขณะที่รากฟันเทียมเพิ่มเข้ามาเป็นสิทธิประโยชน์ได้ประมาณ 2 ปี ซึ่งผู้ที่ไม่มีฟันธรรมชาติในการบดเคี้ยว ทั้งบางส่วนหรือทั้งหมดก็มีสิทธิเข้ารับการใส่ฟันเทียมได้ เพราะถือเป็นการฟื้นฟู แต่ในกรณีที่ใส่ฟันเทียมแล้วหลุด หรือใช้งานไม่ได้ก็สามารถฝังรากฟันเทียมได้ เพราะอยู่ในสิทธิประโยชน์แล้ว

อย่างไรก็ดี รากฟันเทียมที่ใช้เป็นรากฟันเทียมฝีมือคนไทย ซึ่งเป็นไปตามมาตรฐานสากล ฉะนั้นสามารถมั่นใจเรื่องคุณภาพได้ รวมถึงก็ได้มีการพัฒนาระบบในเรื่องของการส่งฟันเทียมไปยังโรงพยาบาลแล้ว แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีปัญหาว่าผู้สูงอายุบางคน อาจจะไม่ทราบว่าจะเข้ารับบริการได้ที่ใด ซึ่งส่วนนี้สามารถติดต่อผ่านสายด่วน สปสช. 1330 ได้

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ปัจจุบันมีผู้เข้ามาใช้สิทธิรับบริการทำฟันเทียม และรากฟันเทียมต่อปีเฉลี่ย 3 หมื่นกว่าราย แต่ปีที่มีผ่านพบว่ามีผู้เข้ามาบริการทำฟันเทียมทั้งปากสูงถึง 5.3 หมื่นราย และมีผู้เข้ามารับสิทธิฝังรากฟันเทียมประมาณ 3,000 ราย รวมถึงคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ก็ร่วมสนองพระราชดำริในโครงการฟันเทียม โดยมีเป้าหมายให้บริการอยู่ที่ 7,200 ราย

“สำหรับผู้ที่ไม่มีฟันทั้งปาก หรือฟันเทียมหลวม ไม่ว่าจะบนหรือล่าง เคี้ยวข้าวแล้วกระดก หลุด เวลาพูดแล้วหลุด เคี้ยวข้าวไม่ได้ สามารถเข้ารับบริการได้ที่โรงพยาบาลใกล้บ้าน หรือจะโทรสอบถามสายด่วน สปสช. 1330 ก็ได้เช่นกัน” รองเลขาธิการ สปสช. ระบุ