ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เวทีสัมมนา “การบริหารงบประมาณ รพ.สต. ในมือท้องถิ่น ความท้าทายในการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ” ที่จัดขึ้นโดย คณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2567 นับเป็นอีกหนึ่งครั้งที่ตอกย้ำให้เห็นว่างบประมาณ หรือ ‘เงิน’ มีผลอย่างยิ่งกับการพัฒนาต่อยอดโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ถ่ายโอนไปสู่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

ความเห็นจากวิทยากรหลากหลายภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองท้องถิ่น บุคลากรสาธารณสุขใน รพ.สต. นักวิชาการ อาจารย์แพทย์ ฯลฯ ต่างมาร่วมกันระดมความคิดเห็นต่อประเด็นการบริหารจัดการงบประมาณสำหรับภารกิจถ่ายโอน อันเป็นหัวใจที่จะกำหนดทิศทางการยกระดับ รพ.สต. และมีผลไปต่อถึงการบริการสุขภาพปฐมภูมิแก่ประชาชนด้วยเช่นกัน

14 อบจ. รอดูท่าทีแก้ปัญหาถ่ายโอน ‘ล็อตเดิม’

วงสัมมนาเปิดประเด็นโดย พ.จ.อ.ชนินทร์ ราชมณี ผู้เชี่ยวชาญด้านบุคคล สมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย ที่ระบุว่า ปัจจุบันองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) อยู่ในยุคสมัยของการยกระดับและพัฒนาระบบสุขภาพอนามัยเพื่อดูแลประชาชนในเขตปกครอง หลังจากที่ก่อนหน้านี้การพัฒนาหลักของ อบจ. จะมุ่งไปที่เรื่องของโครงสร้างพื้นฐานในจังหวัด ถนน ไฟฟ้า น้ำประปา ฯลฯ มาจนถึงด้านการศึกษา ที่รับถ่ายโอนโรงเรียนเข้ามาบริหารจัดการ

ทั้งนี้ ในส่วนของ รพ.สต. ที่เคยสังกัดภายใต้กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หลังจากที่ได้มีการถ่ายโอนมาสู่สังกัด อบจ. ตามแผนการกระจายอำนาจ เพื่อให้ อบจ. ได้บริหารจัดการภารกิจสุขภาพปฐมภูมิ มาถึงปัจจุบันมี รพ.สต. ทั่วประเทศ 9,082 แห่ง ถ่ายโอนมาแล้วทั้งหมด 4,276 แห่ง ใน 62 อบจ. ส่วนอีก 5,596 แห่ง ยังไม่ถ่ายโอนและอยู่กับสังกัดเดิม คือ สธ.

อย่างไรก็ตาม ในจำนวน 14 อบจ. ที่ยังไม่ตัดสินใจรับการถ่ายโอน เหตุผลก็คือต้องการรอดูการถ่ายโอนล็อตที่ผ่านมาก่อน ว่าจะมีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นได้อย่างไร

“ในกลุ่มนี้เขาก็เห็นปัญหาพอสมควร อย่างเรื่องงบประมาณ ที่ตามระเบียบมติขั้นตอนการถ่ายโอนภารกิจ ก็ระบุว่ารัฐบาลจะสนับสนุนเงินอุดหนุนให้ รพ.สต. ตามขนาด หรือที่เรียกว่าเงินอุดหนุน S M L แต่เอาเข้าจริงหลังถ่ายโอนมาแล้วก็ไม่ได้ หรือปัญหากำลังคน บุคลากร ที่มีขั้นตอนการถ่ายโอนตำแหน่ง แต่ไม่ได้ระบุถึงบุคลากรในตำแหน่ง ทำให้ อบจ. ที่รับถ่ายโอนไม่ได้คนมาด้วย เพราะติดขัดระเบียบหรือไม่ได้สมัครใจ ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งปัญหาของ อบจ. ที่ต้องจัดหาคนลงตำแหน่ง และต้องแบกรับเงินเดือน” ตัวแทนสมาคม อบจ. สะท้อนภาพ

ตัวอย่างอีกหนึ่งประเด็นปัญหาหลักอย่างที่ดิน สิ่งก่อสร้าง ของ รพ.สต. ซึ่งปรากฏเมื่อถ่ายโอนมาแล้ว อบจ. กลับไม่สามารถรับโอนได้ เนื่องจากที่ดิน สิ่งปลูกสร้างหลายแห่ง ไม่ใช่ของ สธ. เดิม แต่เป็นของหน่วยงานอื่นๆ ที่ยังไม่ได้ถ่ายโอนให้ กลายเป็นประเด็นปัญหาว่าถ้า อบจ. จะใช้งบตัวเองไปปรับปรุง ก่อสร้าง ไม่สามารถทำได้ ทำให้หลายแห่งไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร

พ.จ.อ.ชนินทร์ มองว่า 14 อบจ. ที่ยังไม่ได้ตัดสินใจจึงกำลังดูทิศทางของเรื่องนี้ เพราะเมื่อรับถ่ายโอนมาแล้วจะเป็นภาระค่าใช้จ่าย หากรัฐบาลไม่จัดสรรงบให้ อบจ. ก็ต้องใช้งบของตัวเอง ซึ่งจะมีผลกระทบในการพัฒนาด้านอื่นๆ แต่ถ้ารัฐบาล แก้ปัญหานี้ได้อย่างลุล่วง หรืออย่างน้อยเดินหน้าตามขั้นตอน ระเบียบการถ่ายโอน ก็จะทำให้ราบรื่น และมันจะส่งผลต่อการถ่ายโอนล็อตต่อไปให้ไร้ปัญหาเช่นกัน

เขาระบุอีกว่าในฐานะตัวแทนของ อบจ. จากการสอบถามเชื่อได้ว่า อบจ. ทั่วประเทศต่างต้องการ รพ.สต. เข้ามาบริหารจัดการ เพราะมองว่าเป็นภารกิจที่จะได้ดูแลสุขภาพประชาชน รวมไปถึงยังต้องการเพิ่มศักยภาพของ รพ.สต. และบุคลากรให้มีประสิทธิภาพในการดูแลสุขภาพของประชาชน

ส่วนในแง่ของบุคลากร ทาง อบจ. ก็ให้ความสำคัญและใส่ใจ โดย อบจ. หลายแห่งที่รับถ่ายโอนมาก็วางแผนพัฒนาเพื่อลบภาพเดิมของบุคลากร ที่เมื่ออยู่กับ สธ. แล้วติดขัดความก้าวหน้าที่ไม่สามารถเลื่อนตำแหน่งได้ บางคนเป็นลูกจ้างก็ต้องเป็นลูกจ้างไปตลอดชีวิต

“อย่างเช่นบุคลากรสายวิชาการ เมื่อมาอยู่กับ อบจ. ก็สามารถเลื่อนตำแหน่งไปถึงระดับชำนาญการพิเศษได้ อบจ. หลายแห่งทำไปแล้ว ซึ่งมันไม่ใช่เรื่องการเอาใจบุคลากร แต่เป็นขวัญกำลังใจที่เขาควรได้รับจากค่างาน จากผลงานของเขาเอง รวมถึงการเปลี่ยนสายงาน หากมีวุฒิเหมาะสมและตรงกับตำแหน่งที่ว่าง อบจ. ก็ดำเนินการให้” พ.จ.อ.ชนินทร์ ระบุ

เขาย้ำด้วยว่า สิ่งนี้คือการสร้างความมั่นใจเรื่องการถ่ายโอนให้กับบุคลากร ส่วนคนที่ยังไม่ถ่ายโอน ก็จะได้เห็นเหมือนกันว่าสิทธิประโยชน์ไม่ได้ต่ำกว่าเดิม หรือดีกว่าเดิมด้วยในหลายกรณี

เงินอุดหนุนไม่มาตามนัด ภาระหนักตกอยู่กับ อบจ.

ถัดมาที่ รศ.วสันต์ เหลืองประภัสร์ หัวหน้าสาขาบริหารรัฐกิจ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ยกเอางานวิจัยหลายชิ้น รวมถึงประสบการณ์ที่เคยมีส่วนร่วมในการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปยังท้องถิ่น ซึ่งค้นพบว่า “สธ.” เป็นอีกหน่วยงานที่เห็นความสำคัญของการกระจายอำนาจ และเดินหน้าให้เกิดผลรูปธรรมมากที่สุด เมื่อเทียบกับอีกหลายกระทรวงที่มีภารกิจกระจายอำนาจ

“คนใน สธ. เข้าใจการถ่ายโอนอย่างดี เพราะเขารู้ว่าผู้ป่วยกระจายตัวอยู่ทุกชุมชนทั่วประเทศ กลไกใดก็ตามที่เข้าถึงชุมชนได้เร็ว มีความสัมพันธ์ที่ดีในพื้นที่ ย่อมส่งผลบวกที่ดีต่อสุขภาพของประชาชน ดังนั้นท้องถิ่นคือบทบาทหลักที่ควรต้องมามีส่วนร่วมในการดูแลสุขภาพของประชาชนในชุมชน สธ. เข้าใจตรงนี้ดี แต่เขาก็ต้องกังวล เพราะอาจไม่มั่นใจว่าบริการสุขภาพปฐมภูมิเมื่อไปอยู่กับท้องถิ่น จะดีต่อประชาชนเหมือนเดิมหรือเปล่า”