ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

นายกสมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้ายแจง “หนังสือไม่ประสงค์รับบริการสาธารณสุขฯ” หรือ “Living Will” ตามมาตรา 12 พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ครอบคลุม “ผู้ป่วยระยะท้าย-ต้องเสียชีวิตจากโรค” เท่านั้น หากแพทย์วิเคราะห์ว่าไม่ใช่ก็จะ “รักษาตามมาตรฐานการแพทย์” ชี้ทุกคนมีสิทธิแสดงเจตนาได้ตามกฎหมาย


รศ.พญ.ศรีเวียง ไพโรจน์กุล นายกสมาคมบริบาลผู้ป่วยระยะท้ายแห่งประเทศไทย เปิดเผยกับ “The Coverage” ตอนหนึ่งว่า การเขียนหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วย (Living Will) นั้น เป็นไปตามมาตรา 12 แห่ง พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 ที่ระบุไว้เฉพาะวาระท้ายของชีวิตเท่านั้น เช่น ผู้ป่วยมะเร็งระยะท้ายลุกลาม ติดเตียง ที่จะต้องเสียชีวิตจากโรคหรืออาการที่เป็นอยู่ บนเจตนารมณ์เพื่อให้ผู้ป่วยพ้นความทรมานจากอาการเจ็บป่วย เมื่อโรคอยู่ในระยะที่รักษาไม่ได้ หรืออยู่ในวาระท้ายของชีวิต

ขณะเดียวกัน หากผู้ป่วยแข็งแรง ไม่มีโรคประจำตัว กรณีนี้จะขึ้นอยู่กับสาเหตุที่ทำให้มีอาการ ซึ่งแพทย์จะต้องวิเคราะห์ว่าเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตหรือไม่ หากไม่ใช่วาระสุดท้ายของชีวิต แพทย์ก็จะต้องรักษาตามมาตรฐานทางการแพทย์ เช่น การช่วยพยุงชีพ

“ถ้าดูแล้วว่าเป็นวาระสุดท้ายของชีวิต และจะต้องเสียชีวิตแน่นอนด้วยตัวโรค หรือสถานการณ์โรค โดยที่ผู้ป่วยได้แสดงเจตนารมณ์แล้วว่าไม่ต้องการการปั๊มหัวใจ หมอก็จะสามารถวางแนวทางการรักษา ตามที่ผู้ป่วยต้องการได้” รศ.พญ.ศรีเวียง กล่าว

รศ.พญ.ศรีเวียง กล่าวต่อไปว่า สำหรับผู้ที่ไม่มีโรคประจำตัว แข็งแรง ในบางครั้ง บางโรค การวินิจฉัยว่าจะเป็นวาระสุดท้ายของชีวิตหรือไม่นั้นมีความยาก ฉะนั้นแพทย์จะต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วน ซึ่งแพทย์ส่วนใหญ่ตัดสินใจที่จะกู้ชีพ เพราะไม่สามารถระบุได้ว่าเป็นวาระสุดท้ายหรือไม่

ทั้งนี้ การเขียนหนังสือแสดงเจตนารมณ์ไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขฯ เป็นสิทธิที่ทุกคนจะสามารถเขียนได้ ซึ่งตามหลักการแล้วผู้เขียนจะต้องมีสติสัมปชัญญะสมบูรณ์ รู้ตัวว่ากำลังทำอะไร และมีการคิดทบทวนถึงความต้องการ หากวาระสุดท้ายของชีวิตมาถึง ส่วนเรื่องพยานนั้นตามมาตรา 12 จะต้องมีพยานรับรู้อย่างน้อย 2 คน  ขณะเดียวกันหากไม่มีการระบุพยาน แพทย์จะต้องสืบรายละเอียดว่าเป็นความประสงค์ของผู้ป่วยจริงหรือไม่