ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

"ศ.นพ.ประกิต" ย้ำพื้นที่โรงพยาบาลเป็นเขตปลอดบุหรี่ ชี้ปัญหาการจัดการยังขาดความชัดเจน กลายเป็นเรื่องมารยาททางสังคมมากกว่า ระบุตัวกฎหมายออกมานาน หวั่นคนรุ่นใหม่ไม่รู้ แนะเร่งประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจ รวมถึง "บุหรี่ไฟฟ้า" ก็ไม่มีข้อยกเว้น


ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ ประธานมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยกับ “The Coverage” ถึงกรณีการสูบบุหรี่ภายในสถานพยาบาล โดยระบุว่า ปัจจุบันแนวทางการจัดการปัญหาการสูบบุหรี่ภายในโรงพยาบาลยังไม่มีความชัดเจน ซึ่งในทางกฎหมายแล้วอำนาจจัดการผู้กระทำผิดจะเป็นหน้าที่ของผู้อำนวยการโรงพยาบาล และผู้ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ

ทั้งนี้ การสูบบุหรี่ภายในสถานพยาบาล จะเป็นความผิดตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ พ.ศ. 2560 (ซึ่งปรับปรุงจาก พ.ศ. 2535) ประกอบกับ ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่องสถานที่ทำงานและยานพาหนะ ให้ส่วนหนึ่งส่วนใดหรือทั้งหมดของสถานที่และยานพาหนะเป็นเขตปลอดบุหรี่ หรือเขตสูบบุหรี่ในเขตปลอดบุหรี่ พ.ศ. 2561 ที่กำหนดให้สถานพยาบาล คลินิก โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต) หรือสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล เป็นเขตปลอดบุหรี่ทั้งหมด

ขณะเดียวกัน ตามมาตราที่ 67-70 ตาม พ.ร.บ.ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบฯ กำหนดระวางโทษค่าปรับของผู้กระทำผิด และผู้ดำเนินการสถานที่ไว้อย่างชัดเจน ที่ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท ผู้ดำเนินการที่ไม่จัดสถานที่เป็นเขตปลอดบุหรี่ ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 50,000 บาท และผู้ดำเนินการที่ไม่จัดเครื่องหมายเขตปลอดบุหรี่เป็นไปตามที่กำหนด ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า ในส่วนการระวางโทษ เดิมเจ้าหน้าที่ตำรวจเป็นผู้รับผิดชอบ แต่ได้ถูกโอนย้ายให้เป็นหน้าที่ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่ต้องแต่งตั้งเจ้าพนักงานขึ้นมาทำหน้าที่ ซึ่งการที่ต้องให้เจ้าพนักงานมาดำเนินการกับผู้กระทำผิด แทนเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือโรงพยาบาลเอง นับเป็นวิธีการที่ยังไม่มีประสิทธิภาพมากเพียงพอในการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น

"ในทางปฏิบัติจริงแล้ว การห้ามสูบบุหรี่เป็นกฎที่มีการบังคับใช้กันเองภายในสังคม หรือมารยาททางสังคมมากกว่า เมื่อคนในสังคมมีความรู้สึกไม่พอใจ เมื่อพบผู้สูบบุหรี่ในสถานที่ห้ามสูบ หรือสถานที่สาธารณะ โดยสังคมมีการจัดการกับผู้สูบบุหรี่ในที่ห้ามสูบ โดยการใช้สายตา ท่าทาง หรือแจ้งกับเจ้าของสถานที่ให้จัดการกับผู้สูบบุหรี่ มากกว่าที่จะเป็นระดับทางโรงพยาบาล หรือเจ้าพนักงานกระทรวงสาธารณสุขลงมาจัดการเอง" ศ.นพ.ประกิต ระบุ

ในส่วนประเด็นข้อเสนอแนะ ศ.นพ.ประกิต กล่าวว่า ประชาชนทั่วไปควรต้องรู้กฎหมายห้ามสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ ว่าสถานที่ใดบ้างที่เป็นสถานที่ปลอดบุหรี่ แต่ด้วยตัวข้อกฎหมายหรือสถานที่กำหนดให้เป็นเขตห้ามสูบบุหรี่ มีการออกข้อกำหนดมานาน ซึ่งอาจทำให้คนรุ่นใหม่อาจยังไม่ทราบ หรือไม่รับรู้ว่าสถานที่ใดบ้างเป็นสถานที่ปลอดบุหรี่ การส่งเสริมและประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับรู้จึงเป็นประเด็นสำคัญ ที่สามารถช่วยลดการสูบบุหรี่ในสถานที่ปลอดบุหรี่ได้

"เรื่องกฎหมายการสูบบุหรี่ในพื้นที่สาธารณะ ประชาชนต้องรู้กฎหมายด้วย ซึ่งปัญหาคือตัวกฎหมายออกมานานมากแล้ว คนรุ่นใหม่ เด็กรุ่นใหม่ๆ อาจจะยังไม่รู้ โดยเฉพาะการสูบบุหรี่ไฟฟ้า ที่มีการสูบในพื้นที่ๆกฎหมายห้ามสูบ ซึ่งจริงๆ กฎหมายรวมถึงไม่ให้สูบบุหรี่ไฟฟ้าด้วย อันนี้ก็คงต้องให้ความรู้แก่คนสูบบุหรี่ รวมถึงผู้ที่ได้รับควันบุหรี่มือสอง ซึ่งรู้กันโดยทั่วไปว่าทำให้เกิดมะเร็ง เกิดโรค และควันบุหรี่ไฟฟ้ามือสองก็เป็นอันตรายต่อสุขภาพของคนที่ได้รับเหมือนกัน อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ต้องประชาสัมพันธ์ให้ทั่วถึง ยิ่งเข้าถึงมากเท่าไร การปฏิบัติตามกฎหมายก็ยิ่งดีขึ้นเท่านั้น" ศ.นพ.ประกิต ระบุ