ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เชื้อไวรัสตับอักเสบ บีและซี เป็นหนึ่งในต้นทางสำคัญของโรคร้ายที่จะนำไปสู่ความเจ็บป่วยจนถึงขั้นเสียชีวิต ไม่ว่าจะเป็นโรคตับอักเสบ ภาวะตับแข็ง รวมถึงมะเร็งตับ การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ บีและซี จึงนับเป็นภัยคุกคามสุขภาพร้ายแรง ทั้งในประเทศไทยและทั่วโลก

รายงานจากองค์การอนามัยโลก (WHO) ที่เผยแพร่เมื่อปี พ.ศ. 2564 ได้ระบุถึงสถานการณ์ของไวรัสตับอักเสบว่า ในปี พ.ศ. 2562 ทั่วโลกมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังรายใหม่ จำนวนประมาณ 1.5 ล้านคน และมีผู้เสียชีวิต ราว 8.2 แสนรายต่อปี สำหรับสาเหตุการเกิดโรคไวรัสตับอักเสบ เอ ติดต่อจากคนสู่คนผ่านทางอาหาร หรือน้ำที่ปนเปื้อนเชื้อไวรัส, ไวรัสตับอักเสบ บี ติดต่อทางเลือด เพศสัมพันธ์ และจากแม่สู่ลูก, ไวรัสตับอักเสบ ซี ติดเชื้อทางเลือด การใช้ของมีคมร่วมกัน

ทั้งนี้จากภัยคุกคามตามสถานการณ์ข้างต้น ประเทศไทยได้จัดทำยุทธศาสตร์ “กำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ พ.ศ.2565-2573” ขึ้น เพื่อดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาไวรัสตับอักเสบที่สอดคล้องกับเป้าหมายของ WHO ที่จะขจัดไวรัสตับอักเสบให้เหลือน้อยที่สุดภายในปี พ.ศ. 2573

อย่างไรก็ดี แม้ว่าแนวโน้มของการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีและซีของประเทศไทยมีแนวโน้มลดลงมาอย่างต่อเนื่อง เพราะมีการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีในเด็กแรกเกิดมาตั้งแต่ พ.ศ. 2535 แต่แน่นอนว่า การจะไปถึงเป้าหมายขจัดโรคไวรัสตับอักเสบตามนโยบายของ WHO นั้น การศึกษาวิจัยเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาใช้ในการทบทวนแผนและพัฒนานโยบายขจัดโรคไวรัสตับอักเสบในระยะต่อไป เพื่อให้โรคไวรัสตับอักเสบเหลือน้อยที่สุดในอีก 6 ปีข้างหน้า

สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) ในฐานะหน่วยงานสนับสนุนงานวิจัยเพื่อพัฒนานโยบายระบบสุขภาพของประเทศ จึงได้ร่วมสนับสนุนงานวิจัย “การประเมินผลกระทบการให้วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบีในงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคแห่งชาติ หลังจากดำเนินการมา 30 ปี และความชุกของโรคตับอักเสบเอ บี และซี ในประเทศไทย” โดยมี ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินการในฐานะหัวหน้าโครงการ

ศ.นพ.ยง อธิบายถึงกรอบแนวคิดการดำเนินงานวิจัยว่า การวิจัยครั้งนี้เป็นไปเพื่อทำให้ทราบข้อมูลขั้นพื้นฐานที่ต่อยอดจากงานวิจัยที่ทำมาทุกๆ 10 ปี รวมถึงติดตามเรื่องการฉีดวัคซีนเพื่อป้องกันไวรัสตับอักเสบที่ดำเนินงานมาแล้วราว 30 ปี ว่าประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด

“กล่าวคือเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา เรารู้ว่ามีประชากรประมาณ 2 ล้านคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรังทั้งรายใหม่และรายเก่า และก็รู้ว่าประชากรไทยประมาณ 7 แสนคน ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ตอนนี้จึงจำเป็นต้องมีการประเมินอีกครั้งว่ายอดการติดเชื้อลดลงเท่าไร” ศ.นพ.ยง ระบุ

ดังนั้นโครงการนี้จึงมุ่งหาข้อมูลที่เกี่ยวกับสถานการณ์การป้องกันโรคตับอักเสบ เพื่อติดตามความก้าวหน้าของงานป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ และประสิทธิภาพของการให้วัคซีนตับอักเสบบีในประชากรไทย โดยเปรียบเทียบความชุกในประชากรกลุ่มที่ไม่เคยได้รับวัคซีน สำหรับผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป และกลุ่มที่ได้รับวัคซีนเมื่อแรกเกิด

นอกจากนี้ ความสำคัญอีกด้านหนึ่งของงานวิจัยคือ การมีข้อมูลที่จะแสดงให้เห็นถึงความพร้อมของประเทศไทยต่อ WHO ถึงการขจัดโรคไวรัสตับอักเสบให้เหลือน้อยที่สุดภายในปี 2573 ตลอดจนแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของระบบเฝ้าระวังโรคของประเทศไทยด้วยว่าจะมีทิศทางอย่างไร

ทั้งนี้ตัวเลขการติดเชื้อของเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปีที่ WHO ต้องการคือ น้อยกว่าร้อยละ 0.1 ซึ่งประเทศไทยมีข้อมูลในปี พ.ศ. 2557 ระบุตัวเลขอยู่ที่ร้อยละ 0.14 ซึ่งยังไม่เป็นไปตามเป้าหมายของ WHO

ศ.นพ.ยง ระบุว่า แม้สถานการณ์การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีจะพบว่า มีแนวโน้มลดลง เช่นเดียวกันกับการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี ซึ่งเหตุผลหลักมาจากการฉีดวัคซีน โดยเฉพาะการฉีดวัคซีนเข็มแรกในเด็กแรกเกิด (ภายใน 12 ชั่วโมง) แต่ก็ยังจำเป็นต้องค้นหาผู้ที่ติดเชื้อให้ได้ โดยเฉพาะในกลุ่มที่อายุเกิน 30 ปีขึ้นไป หรือเกิดหลังปีที่มีการให้วัคซีนป้องกันไวรัส

ฉะนั้นปัญหาจึงอยู่ในกลุ่มที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 หรือคิดเป็นร้อยละ 5 ของประชากรไทย ที่จะมีโอกาสติดเชื้อไวรัสเรื้อรัง และนำไปสู่การเกิดโรคมะเร็งตับ หรือตับแข็งได้ในอนาคต ส่วนผู้ที่เกิดหลัง พ.ศ. 2535 มีโอกาสเป็นพาหะต่ำมาก เพราะวัคซีนสามารถป้องกันได้มากกว่า 94%

ทั้งนี้งานวิจัยการประเมินผลกระทบการให้วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี ในงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคแห่งชาติฯ จะทำการสำรวจกลุ่มตัวอย่างจำนวนประมาณกว่า 6,000 คน ใน 4 จังหวัด ประกอบด้วย พระนครศรีอยุธยา บุรีรัมย์ ตรัง และอุตรดิตถ์ เพื่อศึกษาการติดเชื้อ การเป็นพาหะ และระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคตับอักเสบบีในประชากรไทยกลุ่มอายุต่างๆ ซึ่งจะทำให้ทราบถึงแนวโน้มการติดเชื้อหลังการฉีดวัคซีนป้องกัน ตลอดจนประเมินการเปลี่ยนแปลงของภาวะภูมิคุ้มกันต่อโรคตับอักเสบบีในเด็กกลุ่มที่ได้รับ และไม่เคยได้รับวัคซีน จากระยะเวลาที่ผ่านไป 30 ปี

นอกจากนี้ งานวิจัยยังศึกษาความชุกของการติดเชื้อ และภูมิคุ้มกันต่อโรคตับอักเสบเอ บี และซีในประชากรกลุ่มอายุต่างๆ เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นปัจจุบันของประเทศไทย แล้วท้ายที่สุดจะสังเคราะห์เป็นแนวทางการกำหนดนโยบายเพื่อส่งเสริมให้เพิ่มประสิทธิผลและประสิทธิภาพของงานควบคุมป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบ และงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคในประเทศไทย ตลอดจนยังเป็นข้อมูลให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถนำไปวางแผนหรือจัดทำงบประมาณเพื่อการรักษา ป้องกันโรคไวรัสตับอักเสบได้อีกด้วย

ด้าน ผศ.ดร.จรวยพร ศรีศศลักษณ์ รองผู้อำนวยการสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข กล่าวว่า สวรส. ได้สนับสนุนทุนวิจัยให้แก่คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในการศึกษาวิจัยด้านการประเมินผลกระทบการให้วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบ บี ในงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคแห่งชาติ เพื่อศึกษาอัตราการติดเชื้อ การเป็นพาหะ และระดับภูมิคุ้มกันต่อโรคตับอักเสบ บี ในประชากรไทยกลุ่มวัยต่างๆ

นอกจากนั้นในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายการขจัดไวรัสตับอักเสบในประเทศไทยให้หมดไปหรือเหลือน้อยที่สุดได้นั้น ประชากรไทยโดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 30 ปีขึ้นไป ควรได้รับการตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ บีและซี และถ้ามีการติดเชื้อ จะต้องเข้าสู่กระบวนการรักษา ทั้งนี้ไวรัสตับอักเสบซี สามารถรักษาให้หายขาดได้ ไวรัสตับอักเสบบี สามารถรักษาเพื่อไม่ให้เกิดการดำเนินของโรคตับแข็งและมะเร็งตับ รวมทั้งสามารถช่วยลดอัตราการเสียชีวิตจากโรคตับที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบได้