ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

หากมองเป็นเปอร์เซ็นต์ก็อาจนับได้ว่าผ่านไปแล้วเกือบครึ่งทาง ของจำนวนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ที่ถ่ายโอนไปอยู่กับองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) รวม 4,276 แห่ง จากที่มีทั้งหมด 9,872 แห่ง หรือคิดเป็น 43%

แน่นอนว่าปริมาณที่พุ่งไปแบบ ‘บิ๊กล็อต’ นี้ เกิดขึ้นในช่วงระยะเวลาราว 2 ปี หลังจากที่มีคู่มือแนวทางการดำเนินการถ่ายโอนภารกิจ รพ.สต. ให้ อบจ. เมื่อปี 2565 ซึ่งทำให้เกิดความคล่องตัวในการถ่ายโอนมากขึ้น สอดคล้องกับเป้าหมายของกระจายอำนาจระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิ เข้าไปสู่มือของท้องถิ่นที่มีความใกล้ชิดกับประชาชน

อย่างไรก็ตาม การถ่ายโอนชุดใหญ่ที่เกิดขึ้นภายในระยะเวลาอันสั้นนี้ ก็อาจไม่ได้ดำเนินไปราบรื่นในอย่างที่ใครหลายคนคาดหวัง หากแต่ยังมีอุปสรรคต่างๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างทาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเด็นของ ‘งบประมาณ’ นั่นเป็นที่มาให้เกิดเวทีสัมมนา “การบริหารงบประมาณ รพ.สต. ในมือท้องถิ่น ความท้าทายในการจัดบริการสุขภาพปฐมภูมิ” ที่จัดขึ้นโดยคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร เมื่อวันที่ 7 พ.ค. 2567 ที่ผ่านมา เพื่อร่วมกันสะท้อนถึงสถานการณ์และแนวทางที่ควรจะดำเนินต่อไป

ท้องถิ่นคือกลไกผลักดัน-แก้ปัญหาประเทศ

ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ประธาน กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ เกริ่นนำก่อนเข้าสู่เวทีสัมมนา โดยมองว่าท้องถิ่นเป็นอีกหนึ่งเสาหลักและมีความงดงาม เพราะเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการผลักดันการแก้ปัญหาประเทศและเศรษฐกิจ รวมถึงมีขนาดเล็กพอสำหรับการลองผิดลองถูก เนื่องจากเทศบาลแต่ละแห่งมีความต้องการและบริบทต่างกัน ขณะเดียวกันก็ใหญ่พอที่จะสร้างผลกระทบทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญในระดับประเทศได้

อย่างไรก็ดี นอกเหนือจากเรื่อง รพ.สต. แล้ว ยังมีอีกหนึ่งโจทย์ที่ทำร่วมกับธนาคารโลก ในส่วนการปลดล็อกกฎ ระเบียบท้องถิ่นที่จะสามารถระดมทุนจากภาคเอกชน เพราะอย่ามองว่าท้องถิ่นจะต้องขอเงินจากส่วนกลางเพียงอย่างเดียว หากมองจังหวัดต้นแบบ ทั้งภาคเอกชน ภาคประชาสังคมมีความพร้อมด้านเงินทุน แต่ยังติดเรื่องกฎ ระเบียบ

ฉะนั้นหน้าที่ของ กมธ.ศึกษาจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ คือการศึกษาการปลดล็อก เพื่อให้เกิดความร่วมมือกันระหว่างเอกชนและท้องถิ่น นำไปสู่การพัฒนาจังหวัดได้ โดยโจทย์หนึ่งที่ธนาคารโลกมองคือ การแก้ปัญหาความเหลื่อมล้ำ การพัฒนาคุณภาพชีวิต และการสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจ ทุนในการพัฒนาเมือง

“เรื่องนี้ผมมองว่าเป็นกรอบวิธีคิดที่สำคัญ จากเดิมที่คิดว่าท้องถิ่นมีแขน ขา มีกฎระเบียบคุมการบริหาร จะทำอย่างไรให้ปลดล็อกกฎ ระเบียบเหล่านั้น และท้องถิ่นสามารถนำทุนจากเอกชน ภาคประชาสังคมที่อยากเข้ามาร่วมพัฒนาเมืองทำงานร่วมกันได้” นายณัฐพงษ์ ระบุ

หากถ่ายโอนฯ ‘ไม่สำเร็จ’ ผลกระทบเกิดกับประชาชน

ถัดมาที่ กัลยพัชร รจิตโรจน์ รองประธานคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข (กมธ.การสาธารณสุข) ซึ่งเปิดเผยในหัวข้อ “สถานการณ์การถ่ายโอน รพ.สต. - คน งบ ตัวชี้วัดบทเรียนความสำเร็จและความท้าทาย” ได้สรุปข้อดีของการกระจายอำนาจด้านสาธารณสุขว่า ทำให้เกิดการสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดการสุขภาพของประชาชน สร้างความรับผิดชอบของผู้นำท้องถิ่นต่อประชาชน เพิ่มความยืดหยุ่น คล่องตัวในการแก้ปัญหาสุขภาพ ประชาชนเรียนรู้และพัฒนาสุขภาพของตัวเอง

พร้อมกันนี้ ยังได้ยกตัวอย่างพื้นที่ประสบความสำเร็จอย่าง รพ.สต.แม่เหียะ จ.เชียงใหม่ ที่ได้มีการใส่ข้อมูลเรื่องโรคของผู้ป่วยลงไปใน Google Maps ทำให้เห็นว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคอะไรและอยู่ส่วนใด เพื่อให้ง่ายต่อการลงพื้นที่ รวมถึงเก็บข้อมูลเพื่อทำสถิติ พร้อมรอเชื่อมต่อข้อมูลในอนาคตได้อีกด้วย