ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

รองโฆษกสำนักนายกฯ ขอ รมว.สธ. พิจารณาครอบคลุมทุกด้านหากจะนำ "กัญชา" กลับมาเป็นยาเสพติด สำรวจจำนวนผู้ทำธุรกิจทั้งหมด หวั่นผลกระทบต่อผู้ปลูกและใช้กัญชาเพื่อรักษาโรคในช่วงปลดล็อก ย้ำกัญชามีส่วนดี เป็นพืชสมุนไพร และเป็นพืชเศรษฐกิจ


เมื่อวันที่ 17 พ.ค. 2567 นายคารม พลพรกลาง รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงกรณีการเตรียมพิจารณานำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด โดยระบุว่า ตนเองมีส่วนเกี่ยวข้องในขณะที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ซึ่งมีการเสนอร่าง พ.ร.บ.กัญชา กัญชง พ.ศ. ....  เข้าสู่สภาในตอนนั้น ตนได้กดโหวตควรจะมีกฎหมายมาควบคุมกัญชา

นายคารม กล่าวว่า ตั้งแต่วันที่ 10 มิ.ย. 2565 กัญชา ถือว่าไม่เป็นยาเสพติดประเภท 5 ตามประมวลกฎหมายยาเสพติด แสดงให้เห็นว่าหลังจากนั้นใครที่ครอบครองกัญชาไม่ผิดต่อกฎหมาย ซึ่งผู้ที่ถูกดำเนินคดี ตนเองเคยให้การช่วยเหลือ โดยการใช้กัญชาในเชิงของรักษาสุขภาพ ถ้ามีการนำเอากัญชากลับมาเป็นยาเสพติด หมายความว่าต้องถูกดำเนินการจับกุมฐานครอบครองกัญชา โดยโทษถึงขั้นจำคุก

นายคารม กล่าวต่อไปว่า มีเครือข่ายที่ติดตามเรื่องกัญชาเครือข่ายหลายภาคส่วน ไม่เห็นด้วยในการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติด ตนเองเห็นว่าการนำกัญชากลับไปเป็นยาเสพติดเราต้องคิดให้ละเอียด ซึ่งตนเองอยู่ในส่วนของรัฐบาล แต่คิดว่าถ้ามีกฎหมายที่ดีในการควบคุมกัญชา จะเห็นได้ว่าในหลายๆ ที่ เช่น มีร้านอาหาร มีการนำส่วนต่างๆ ของกัญชาที่ไม่ใช่สารสกัดผิดกฎหมาย เป็นส่วนประกอบในการประกอบอาหาร ทำประโยชน์ในทางการแพทย์

ทั้งนี้ จึงอยากจะเรียนถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก่อนจะมีการพิจารณานำกัญชากลับสู่บัญชียาเสพติด ขอให้ทำการสำรวจจำนวนคนที่ปลูกและทำการพาณิชย์เกี่ยวกับกัญชา ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ ปี 2566–2567 ในช่วงที่มีการปลดล็อกเรื่องกัญชา เพื่อจะได้ข้อมูลที่ครอบคลุมและเป็นประโยชน์

"ในส่วนเรื่องยาบ้านั้น เห็นด้วยโดยหลักการ แต่ในส่วนของกัญชานำกลับไปเป็นยาเสพติด ถ้ามีการดำเนินการจับกุมต้องมีการประกันตัว ถ้าไม่ได้ประกันตัวก็ต้องมีโทษจำคุก แล้วผู้ที่สนับสนุนจะให้ยืนตรงส่วนไหน เพราะฉะนั้นเห็นว่าแนวทางของพรรคภูมิใจไทย ที่ให้ใช้ความระมัดระวังในการพิจารณาถือเป็นแนวทางที่ดี ซึ่งเป็นที่ทราบดีอยู่แล้วว่ากัญชามีส่วนดี เป็นพืชสมุนไพร และพืชเศรษฐกิจ ถ้าเรามีความรอบคอบตรงส่วนนี้อาจจะสร้างประโยชน์มากกว่า" นายคารม ระบุ
 
นายคารม กล่าวต่อไปว่า เรื่องของกัญชานั้นมีหลายมุม ซึ่งการที่จะเอากัญชาไปเป็นยาเสพติด จะมีคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) ชุดใหญ่ซึ่งมี นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีเป็นประฐาน

พร้อมกันนี้ นายคารม ย้ำว่าบางทีก็ต้องหนักแน่นในเรื่องของหลักการ ในส่วนการครอบครองยาบ้า 1 เม็ด มีความผิดและยึดทรัพย์ถ้ามีเจตนาค้า ซึ่งในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) สัญจร เพชรบุรีที่ผ่านมา ตนเองเห็นด้วยอย่างยิ่งในการยึดทรัพย์จากการค้ายาบ้า แต่ในส่วนของกัญชา ต้องยอมรับว่ากัญชานั้นเป็นยาเสพติดและมีประโยชน์ แต่ทั้งนี้สิ่งอื่นๆ เช่น เหล้า บุหรี่ ก็เป็นสิ่งเสพติดเช่นเดียวกัน แต่มีกฎหมายควบคุมได้

"มีความเห็นในเรื่องดังกล่าวว่า ต้องมีความระมัดระวังและควรมีข้อมูลว่าผู้ที่ดำเนินธุรกิจได้มีการใช้กัญชาในทางเศรษฐกิจ ตั้งแต่ 10 มิ.ย. 2565 ถึง ปัจจุบัน มีจำนวนเท่าไร ควรมีการสำรวจให้แน่นอนก่อนมีการนำเอากัญชากลับไปเป็นยาเสพติด" นายคารม ระบุ