ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ในขณะที่เรากำลังเพลิดเพลิน ไปกับการกินปิ้งย่าง หรือที่เราเรียกกันติดปากว่าหมูกระทะ เราอาจเคยได้คุ้นหูการเล่นมุก “อะไรนะไม่ได้ยิน” ที่เป็นการล้อเลียนโรคไข้หูดับ ซึ่งโรคนี้มีสาเหตุจากการบริโภคเนื้อหมูดิบ หรือเนื้อสัตว์อื่นๆ ที่ไม่ปรุงสุกก่อนรับประทาน

แต่หลายคนกลับไม่เคยรู้เลยว่า การบริโภคเนื้อหมูหรือเนื้อสัตว์อื่นๆ ต้นทางของเนื้ออาจมีการปนเปื้อนยาปฏิชีวนะ หรืออย่างเลวร้ายที่สุด อาจมียาต้านจุลชีพ หรือเชื้อดื้อยา ที่มีความอันตรายและสามารถเป็นสาเหตุของการเสียชีวิตได้

'ดื้อยา' ภัยเงียบจากยาปฏิชีวนะที่ไม่ควรมองข้าม

เชื้อดื้อยา หรือเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพ (Antimicrobial medicines) คือแบคทีเรียปรับตัวต่อยาปฏิชีวนะ ทำให้ยาปฏิชีวนะที่ควรจะได้ผลทางการรักษา ลดประสิทธิภาพลงหรือไม่สามารถรักษาโรคนั้นได้อีก สาเหตุมาจากการที่ร่างกาย รับยาปฏิชีวนะเข้าไปในร่ายกายอย่างไม่เหมาะสม เกินความจำเป็น ส่วนมากเป็นการรับประทานยาปฏิชีวนะ ไม่สม่ำเสมอ เกินขนาดที่เหมาะสมต่อการรักษา หรือ การแพร่เชื้อดื้อยาจากสัตว์สู่คน และสะสมจากการรับประทานเนื้อสัตว์ก็สามารถทำให้เพิ่มอัตราการดื้อยาปฎิชีวนะได้เช่นกัน

เชื้อดื้อยา ไม่แค่เพียงเป็นสาเหตุให้เกิดเสียชีวิตเพียงเท่านั้น แต่ทั้งนี้ยังสร้างความเสียหายทางด้านสาธารณสุขทียาปฏิชีวนะไม่สามารถใช้กับผู้ป่วยที่มีอาการดื้อยาได้ ทำให้ต้องพัฒนายาปฏิชีวนะตัวใหม่ขึ้นเรื่อยๆ ทั้งยังสร้างความเสียหายทางเศรษฐกิจทั้งสูญเสียบุคลากรของชาติ และรัฐบาลต้องทุ่มงบเพื่อนำยาที่มีราคาแพงขึ้น มารักษาคนในประเทศแทนที่จะสามารถนำเงินดังกล่าว ไปพัฒนาส่วนอื่นๆ ของประเทศได้

กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) เปิดเผยในปี 2565 ว่าในประเทศไทย มีผู้ป่วยติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพปีละมากกว่า 1 แสนราย และเสียชีวิตมากกว่า 3 หมื่นราย สูญเสียทรัพยากรจากการติดเชื้อดื้อยาต้านจุลชีพมากกว่า 4 หมื่นล้านบาทหรือประมาณ 1% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)

สำหรับประเทศไทยได้มีการแก้ไขปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพในทุกภาคส่วนอย่างเป็นรูปธรรม โดยในปี พ.ศ. 2559 โดยคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบให้แผนยุทธศาสตร์การจัดการการดื้อยาต้านจุลชีพประเทศไทย 2560-2564 เป็นยุทธศาสตร์แห่งชาติฉบับแรกเพื่อแก้ปัญหาการดื้อยาต้านจุลชีพของประเทศไทยอย่าง บูรณาการภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว ซึ่งต่อมาได้มีการขยายระยะเวลาดำเนินการจนถึงปี 2565 เพื่อให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี 

• ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเฝ้าระวังการดื้อยาต้านจุลชีพภายใต้แนวคิดสุขภาพหนึ่งเดียว

• ยุทธศาสตร์ที่ 2 การควบคุมการกระจายยาต้านจุลชีพในภาพรวมของประเทศ

• ยุทธศาสตร์ที่ 3 การป้องกันและควบคุมการติดเชื้อในสถานพยาบาลและควบคุมกํากับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสม

• ยุทธศาสตร์ที่ 4 การป้องกันและควบคุมเชื้อดื้อยาและควบคุมกํากับดูแลการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมในภาคการเกษตรและสัตว์เลี้ยง

• ยุทธศาสตร์ที่ 5 การส่งเสริมความรู้ด้านเชื้อดื้อยาและความตระหนักด้านการใช้ยาต้านจุลชีพอย่างเหมาะสมแก่ประชาชน

• ยุทธศาสตร์ที่ 6 การบริหารและพัฒนากลไกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนงานด้านการดื้อยาต้านจุลชีพอย่างยั่งยืน

'เชื้อดื้อยา ตกค้างในเนื้อสัตว์ สู่การตกค้างในสิ่งแวดล้อม

แน่นอนว่าการใช้ยาปฏิชีวนะในทางการแพทย์มีทั้งคุณ และ โทษ หากไม่มีการวางแผนควบคุมปริมาณยาให้ดีก่อนการใช้ ทั้งนี้ยาปฏิชีวนะในสัตว์ก็เช่นเดียวกัน

ด้วยสภาพแวดล้อมการเลี้ยงสุกร ที่มีการเลี้ยงในลักษณะคอกที่มีความแออัด ไม่ถูกหลักอนามัย ซึ่งมักเกิดการหมักหมมของเสีย จากทั้งมูลสัตว์และอาหารสัตว์ เป็นสาเหตุทำให้สัตว์ในคอกอ่อนแอลง ป่วยง่ายขึ้น ทำให้ผู้เลี้ยงสุกรจำนวนหนึ่งใช้ยาปฏิชีวนะ ในการป้องกันโรคและรักษาผสมในน้ำและในอาหาร โดยที่สัตว์ตัวนั้นไม่มีความเจ็บป่วย หรือจำเป็นต้องรับประทานยาปฎิชีวนะแต่อย่างใด

ปัจจัยหลักที่ยาปฏิชีวนะแพร่หลายในผู้เลี้ยงสุกร ในช่วงหลายปีก่อนหน้าเป็นผลมาจาก การเข้าถึงยาได้ง่ายจากการซื้อที่ร้านขายสินค้าทางการเกษตร อินเทอร์เน็ต ร่วมทั้งขาดความรู้ในการควบคุมปริมาณยาที่ใช้อย่างเหมาะสม

ทั้งนี้ เชื้อดื้อหรือยาปฎิชีวนะ สามารถตกค้างในสิ่งแวดล้อมได้ โดยเชื้อสามารถแพร่กระจายลงสู่น้ำเสียที่ปล่อยจากฟาร์มปศุสัตว์ และ สามารถตกค้างในดินที่ใช้ในภาคเกษตรกรรม ซึ่งยาปฏิชีวนะหรือเชื้อดื้อยาเหล่านี้ เข้าสู่ร่างกายเราได้ผ่านผลิตภัณฑ์แปรรูปอื่นๆ เช่นกัน

ปี 2567 ตรวจพบยังมี 'ยาปฏิชีวนะ' ตกค้างในเนื้อหมู

จากการสุ่มตรวจเนื้อหมูจำนวน 30 ตัวอย่างจาก 22 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อหายาปฏิชีวนะ 4 กลุ่ม พบว่า เนื้อหมู 16.7% ใน 4 จังหวัด ได้แก่ เชียงใหม่ นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ และนครศรีธรรมราช มียาปฏิชีวนะ “Florfenicol” ที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในคน แต่ให้ใช้ในสัตว์เท่านั้น 

นี่คือหนึ่งในข้อมูลที่ถูกเปิดเผยในงานแถลงข่าว “จากข้าว ผัก ผลไม้ ปนเปื้อนสารพิษ สู่ยาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อหมู ผลการตรวจวิเคราะห์และความเสี่ยงต่อผู้บริโภค” ที่จัดขึ้นโดยความร่วมมือระหว่าง เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช (Thai-PAN) นิตยสารฉลาดซื้อ มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค สภาองค์กรของผู้บริโภค และศูนย์วิชาการเฝ้าระวังและพัฒนาระบบยา (กพย.) เมื่อวันที่ 30 พ.ค 2567 ที่ผ่านมา

ผลการตรวจวิเคราะห์เพื่อเฝ้าระวังยาปฏิชีวนะตกค้างในเนื้อหมูดังกล่าว ปรกชล อู๋ทิพย์ ผู้ประสานงาน Thai-PAN กล่าวว่า เป็นการจัดทำขึ้นระหว่างวันที่ 15 - 25 เม.ย. 2567 โดยเลือกสำรวจใน 3 แหล่งจำหน่าย ได้แก่ ตลาด โมเดิร์นเทรด และฟาร์มช็อป ซึ่งแหล่งจำหน่ายที่พบสารตกค้างมีตลาด 1 แห่ง โมเดิร์นเทรด 1 แห่ง และฟาร์มช็อป 1 แห่ง ประกอบด้วย 1. ร้านค้าห้องแถว สาขากาดเชียงใหม่ จ.เชียงใหม่ 2. ตลาดนครปฐม จ.นครปฐม 3. Lotus’s ศาลายา จ.นครปฐม 4. ตลาดริมทางรถไฟ จ.ประจวบคีรีขันธ์ และ 5. Farmesh จ.นครศรีธรรมราช

ปรกชล กล่าวอีกว่า ตัวยาปฏิชีวนะ Florfenicol แม้จะได้รับการยกเว้นการระงับใช้ยา จากคำสั่ง สธ. ที่ 1222/2558 แต่ ประกาศ สธ. ฉ.303 พ.ศ. 2550 ไม่มีการระบุ Florfenicol ในเอกสารแนบท้ายที่ให้ได้รับการยกเว้น จึงถือว่าการใช้ยาปฏิชีวนะชนิดนี้มีลักษณะที่ผิดกฎหมาย อีกทั้งในประกาศกรมปศุสัตว์ พ.ศ. 2559 อาจตีความได้ว่า ยาสัตว์ตกค้างเกินกว่าปริมาณที่กำหนดตามกฎหมายว่าด้วยอาหาร ไม่เหมาะสมที่จะใช้เนื้อสัตว์นั้นเป็นอาหาร

หวั่นกระทบสุขภาพ ปชช. ทำให้ ‘แพ้ยา-ดื้อยา’