ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

กว่า 40 ปีที่ “พี่หนุ่ย - พรวสา ด่านสุวรรณ” อดีตข้าราชการสถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เป็นอาจารย์สอนภาษาไทยในกระทรวงต่างประเทศญี่ปุ่น และองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศแห่งญี่ปุ่น (JICA) รวมทั้งล่ามภาษาไทยให้กรมตำรวจ กองตรวจคนเข้าเมืองประเทศญี่ปุ่น ได้กลายเป็นผู้อุทิศตนให้กับเพื่อนร่วมชาติ โดยเฉพาะ ‘หญิงไทย’

1

ตลอดการใช้ชีวิตอยู่ที่ญี่ปุ่นนับตั้งแต่ราวปี 2524 เธอผู้นี้ได้อุทิศทั้งการ 'บริจาคร่างกาย' ตลอดจน 'ผ่อนชำระค่ารักษา' ให้โรงพยาบาลในญี่ปุ่น ในฐานะเจ้าของไข้ของหญิงไทยผู้โชคร้ายหลายคนที่เข้ามาทำงานอย่างผิดกฎหมาย และถูกบังคับให้ขายบริการเมื่อครั้งวิกฤตฟองสบู่แตกช่วงปี 2543 โดยประมาณ

“กินอยู่ในห้องน้อย ความเหงาหงอยมาเยี่ยมทุกวัน ทอดร่างเป็นหุ่นให้ชายยุ่นกลัดมัน ปล่อยตัณหาสารพัน วิปริตวิตถารทุกวันทุกวี่” ตอนหนึ่งของเพลง ‘โยโกฮาม่า - พงษ์สิทธิ์ คำภีร์’ เป็นบทเพลงที่พี่หนุ่ยบอกว่า อธิบายชีวิตหญิงไทยในญี่ปุ่นช่วงยุคฟองสบู่แตกได้เป็นอย่างดี

หญิงไทยหนี ‘ฟองสบู่แตก’ มาปะทะ ‘จิตเวช-มะเร็งปากมดลูก-HIV’ 

“ตอนนั้น (ช่วงยุคฟองสบู่แตก) คนไทยหนีวีซ่า เป็นผีน้อยเข้ามาทำงานเยอะ มีคดีเยอะ บางทีก็ฆ่ากันเอง บางคนก็โดนเอาไปขายให้ยากูซ่า”

2

พี่หนุ่ยเล่าย้อนความจากประสบการณ์ที่ได้พบให้ฟังว่า ในขณะนั้นมีหญิงไทยเข้าเมืองมาอย่างผิดกฎหมาย ทั้งการอยู่เกินกำหนด (Overstay) สวมพาสสปอร์ตคนอื่น รวมไปถึงบางรายถูกขายให้กับยากูซ่า มีการบังคับใช้สารเสพติด และขายบริการทางเพศ ทำให้หญิงไทยส่วนมากต้องป่วยด้วยโรคจิตเวช มะเร็งปากมดลูก และเอชไอวี

“ตอนนั้นเปิดร้านอาหาร มีคนไทยมาให้ไปช่วย เพราะตอนนั้นคนไทยที่พูดญี่ปุ่นได้มีไม่เยอะ เราเริ่มสงสาร จึงทำงานร่วมกับสถานทูต และในเวลาต่อมาก็มีโอกาสได้ทำงานกับ ปวีณา หงสกุล แล้วก็ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ที่ดูการกระทำความผิดเกี่ยวกับการค้ามนุษย์ในตอนนั้น”

ไม่เพียงเท่านั้น พี่หนุ่ยเล่าว่าฝั่งของ ‘ชายไทย’ เองที่เข้ามาเป็นแรงงานในอุตสาหกรรมก็มีการเสียชีวิตจำนวนไม่น้อยจากมลพิษและโรคท้องโต โดยเธอให้ภาพว่า หน้าที่หลักของเธอในขณะนั้นคือการพาคนเข้ารักษาตัวที่โรงพยาบาล และนำกระดูก (ผู้เสียชีวิต) กลับบ้าน

พร้อมกันนั้นยังสะท้อนให้ฟังว่า การเข้าเมืองแบบผิดกฎหมายทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้ไม่มี ‘หลักประกัน’ เกิดเป็นความลำบากในการเข้ารับบริการ หากจะเดินเข้าไปสถานพยาบาลเพื่อขอรับการรักษา ก็ยิ่งเป็นไปไม่ได้ เพราะจะต้องเข้าแบบฉุกเฉินเท่านั้น

“หลายคนเป็น HIV บางทีก็ไม่รับ พี่โดนแบบนี้มาหลายโรงพยาบาล เลยรู้สึกว่าชีวิตรันทดเหลือเกิน แต่ก็ยังมีความโชคดีที่ว่าในที่ที่รับรักษาก็ให้ยา แม้ว่าจะมีราคาแพง”

‘เงินที่ไม่มากพอ’ ก็เป็นอีกหนึ่งอุปสรรค เพราะในตอนนั้นพี่หนุ่ยผู้ออกหน้ารับเป็นเจ้าของไข้ ต้องกลายเป็นคนรวยบิล (ค่ารักษา) ไปโดยไม่รู้ตัว ขณะเดียวกันแม้จะได้รับการช่วยเหลือจากสถานทูต แต่ก็ยังไม่เพียงพอ ทำให้พี่หนุ่ยต้องต่อรองด้วยการ ‘บริจาคร่างกายให้โรงพยาบาล’ เพื่อเป็นข้อแลกเปลี่ยนในการรักษา และขอ ‘ผ่อนชำระค่าบริการทางการแพทย์’ หลังจากส่งผู้ป่วยเข้ารักษาแล้วแทน

อยู่ญี่ปุ่น ป่วยหนักไป รพ. ป่วยน้อยให้ไปคลินิก 

3

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันพี่หนุ่ยให้ภาพว่ามีความแตกต่างจากอดีตไปมาก ส่วนหนึ่งเพราะบริบทของคนไทยในการเข้าประเทศญี่ปุ่นแตกต่างไปจากเดิม เช่นเดียวกับความเข้มงวดของทางการที่เพิ่มมากขึ้น แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่ได้แตกต่างไปจากเดิม คือพี่หนุ่ยยังคงมีบทบาทในการ ‘ช่วยเหลือคนไทยให้เข้ารับบริการทางแพทย์’

ทั้งนี้ นอกจากการเป็นอาจารย์สอนภาษาไทยแล้ว พี่หนุ่ยยังคงรับหน้าที่เป็นล่ามอาสาสมัครที่คอยให้คำแนะนำทางการแพทย์ตามโรงพยาบาลต่างๆ ซึ่งหน้าที่ของเธอเมื่อถึงเวร คือการให้คำแนะนำแก่ผู้ป่วยว่าควรจะต้องทำอย่างไรต่อไป

จากประสบการณ์ส่วนตัวที่พี่หนุ่ยเคยสัมผัส เธอระบุว่า ‘โรคเส้นประสาทอักเสบ โรครูมาตอยด์ โรคมะเร็งปากมดลูก’ เป็นโรคที่พบบ่อยในกลุ่มคนไทย และแน่นอนว่าหากอาการไม่ได้ฉุกเฉิน ก็จะต้องไปรักษาที่คลินิกเฉพาะทาง

ในส่วนเรื่องค่าใช้จ่าย พี่หนุ่ยอธิบายว่าประเทศญี่ปุ่นจะมี ‘ประกันสุขภาพ’ 3 แบบ คือ ‘ประกันสุขภาพสำหรับนักเรียน หรือประชากรทั่วไป’ ที่ต้องร่วมจ่าย 30% ให้แก่รัฐบาล ‘ประกันสุขภาพคนทำงาน’ หรือคล้ายๆ ระบบประกันสังคมในประเทศไทยที่ต้องร่วมจ่าย 10% ให้แก่รัฐบาล และสุดท้าย ‘ประกันสุขภาพสำหรับผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป’ ที่รัฐบาลจะเข้ามาสนับสนุน 100%

นอกจากนั้น สำหรับ ‘นักท่องเที่ยว’ จะมีการซื้อประกันสุขภาพกันอยู่แล้วตั้งแต่ก่อนเดินทาง ทำให้เมื่อป่วยก็อาจไม่ต้องใช้เงินมหาศาลในการจ่ายค่าบริการทางแพทย์ แต่ถึงอย่างไรการเข้ารับบริการในโรงพยาบาลก็ยังคงมีข้อจำกัด ซึ่งนั่นหมายรวมถึง ‘กำแพงภาษา’ ด้วย

“ตอนนี้ญี่ปุ่นแยกรักษาเป็นเขต ส่วนโรงพยาบาลใหญ่ๆ ที่มีคนไข้เยอะ ถ้าไม่ได้ป่วยเยอะเขาจะให้เราไปที่คลินิกเฉพาะทางตามเขตที่อยู่ เมื่อมีคนไข้เข้ามาปรึกษาเรา ถ้าเขาไม่มีใบส่งตัว หรือใบแนะนำมาจากที่อื่น เราก็จะดูคลินิกตามที่อยู่อาศัยของเขา”
 
ขณะเดียวกันหากเจ็บป่วย แม้ว่าจะมีร้านขายยาตั้งอยู่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเข้าไปซื้อยาอะไรก็ได้ เพราะส่วนมากเภสัชกรที่นี่ หากไม่ใช่ยาสามัญทั่วไปก็จะต้องใช้ ‘ใบสั่งจากแพทย์’ เท่านั้น โดยเฉพาะยาเฉพาะทางที่ต้องอาศัยการดูแลจากแพทย์

‘กำแพงภาษา’ อุปสรรคสำคัญสร้างความ ‘ผิดพลาด’ 

อย่างไรก็ดี ‘กำแพงภาษา’ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่พี่หนุ่ยมองว่ายังเป็นอุปสรรคใหญ่ เนื่องจากญี่ปุ่นจะใช้การสื่อสารด้วยภาษาญี่ปุ่นเป็นหลัก บางครั้งหากไม่ใช้ล่ามแปลก็อาจะทำให้ได้รับการรักษาที่ล่าช้า หรือรักษาไม่ตรงโรค เพราะสื่อสารเข้าใจกันไปคนละทิศละทาง

เธอยกตัวอย่างครอบครัวหนึ่งที่เดินทางมายังประเทศญี่ปุ่นพร้อมกับลูกชาย ที่จู่ๆ เกิดอาการปวดท้องเฉียบพลัน ไอ และมีไข้สูงนอนซมอยู่ในโรงแรมกว่า 2 วัน จนเธอได้รับการติดต่อให้เข้าไปช่วยเหลือ ด้วยการนำตัวส่งแพทย์เฉพาะทางด้านเด็ก จนได้พบว่าเด็กเป็นไซนัสอักเสบ และมีแผลในคอ

4

ก่อนหน้านั้น ในเคสของครอบครัวนี้ได้มีการเข้าไปซื้อยาในร้านขายยา แต่ความที่ไม่เข้าใจกันด้วยภาษา รวมถึงอาการของเด็กต้องอาศัยแพทย์เฉพาะทาง ร้านจึงไม่ได้จ่ายยาให้ พร้อมยกตัวอย่างอีกเคสว่ามีอาการท้องเสีย ซึ่งก็สื่อสารกับเภสัชกรไม่ตรงจุด ทำให้เข้าใจว่าเป็นแค่ท้องเสียธรรมดา สุดท้ายก็ต้องส่งตัวไปโรงพยาบาลเพราะอาการไม่ดีขึ้น และก็พบว่าเขา ‘ติดเชื้อในกระแสเลือด’

‘Telemed ทางไกล’ ตัวช่วยคนไทยให้เข้าถึงบริการได้ทัน 

จากอุปสรรคและข้อจำกัดที่ได้กล่าวไปแล้วนั้น พี่หนุ่ยมองว่าโครงการจากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ให้คนไทยสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ที่อยู่ในต่างแดนสามารถปรึกษาแพทย์ทางไกล (Telemedicine) ทุกที่ได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ถือเป็นเรื่องที่ดีและจะเป็นประโยชน์ต่อคนไทย ทั้งที่อยู่อาศัยที่นี่ และคนไทยที่เดินทางมาท่องเที่ยว เมื่อเกิดอาการเจ็บป่วย

นั่นเพราะส่วนใหญ่ของคนไทยที่นี่ ต้องอาศัยล่ามเกือบ 80% เพราะถ้าไม่มีล่ามก็อาจจะเกิดการเข้าใจผิดได้ และล่ามก็อาจจะมีไม่มากพอรองรับหากเกิดอาการเจ็บป่วย

เคยมีเหตุการณ์ที่คนไทยป่วยโรคเส้นเลือดในสมอง ตอนนั้นพี่ไปสอนหนังสือ แล้วหาล่ามคนอื่นก็ไม่ได้ ทำให้รอ (ล่าม) จนเส้นเลือดในสมองแตก กลายเป็นใช้ชีวิตไม่เต็มร้อย ซึ่งจริงๆ แล้วถ้าไปทันหมอจะรักษาให้ทันที เพราะโรคนี้คนญี่ปุ่นก็เป็นเยอะ”

พี่หนุ่ยจึงมองว่า การได้พบแพทย์คนไทย อาจจะทำให้ง่ายต่อการแพทย์ที่ญี่ปุ่นด้วย เพราะจะมีข้อมูลการรักษาว่าป่วยด้วยอาการใด จำเป็นต้องใช้ยาไหน และไม่จำเป็นต้องรอล่ามเหมือนที่ผ่านมา

รวมถึงสำคัญที่สุด คือการได้สื่อสารอาการเจ็บป่วยกับแพทย์โดยไม่ต้องมีกำแพงภาษาเป็นอุปสรรค จะทำให้สามารถสื่อสารอาการได้ชัดเจน และอธิบายรายละเอียดของอาการที่เป็นได้มากขึ้น

ส่วนรายละเอียดในโครงการของ สปสช. คือ เมื่อมีอาการเจ็บ ไข้ ไอ ปวด สามารถปรึกษาแพทย์ผ่านระบบ Telemedicine ได้ผ่าน 4 แอปพลิเคชัน ได้แก่ 1. แอปฯ Saluber MD 2. แอปฯ คลิกนิก (Clicknic) 3. แอปฯ หมอดี (Mordee) และ 4. โททอลเล่เทเลเมด (Totale Telemed) ซึ่งแพทย์อาจให้ใบสรุปอาการ หรือให้คำแนะนำดูแลตัวเองเบื้องต้นได้

“เมื่อรักษาแล้วมีใบแนะนำจากแพทย์ จะเป็นประโยชน์มาก เพราะที่นี่การมีใบเหล่านี้ค่อนข้างจำเป็น เพราะหมอเขาก็รีบรักษาทันทีหากอาการหนัก แต่ถ้าไม่หนักเขาก็จะแนะนำให้ไปคลินิก ซึ่งจะทำให้คนไทยที่ใช้บัตรทองที่นี่ใช้ชีวิตง่ายขึ้นมาก” พี่หนุ่ย ให้มุมมอง