ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

กลายเป็นอีกหนึ่งชุดสิทธิประโยชน์ล่าสุด สำหรับประชาชนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) โดยเฉพาะกับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม ที่หลังจากนี้จะสามารถเข้ารับการรักษาอาการเจ็บป่วยได้ด้วยวิธี 'พอกเข่า' โดยไม่มีค่าใช้จ่าย

ความคืบหน้านี้เกิดขึ้นหลังจากที่ประชุมคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บอร์ด สปสช.) ซึ่งมี สมศักดิ์ เทพสุทิน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ในฐานะประธานบอร์ด สปสช. ร่วมกันเคาะให้ความเห็นชอบ “สิทธิประโยชน์บริการหัตถการพอกเข่า สำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อม/โรคลมจับโปงแห้งเข่า หรือโรคข้อเข่าเสื่อม เป็นรายการในชุดสิทธิประโยชน์ให้กับประชาชนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)”

1

ชุดสิทธิประโยชน์ที่บอร์ด สปสช. อนุมัติล่าสุดนี้จะช่วยให้ ‘ผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม’ ในประเทศไทย ที่ปัจจุบันมีมากถึง 1.65 แสนคน ได้เข้าถึงการรักษาด้วยวิธีการ 'พอกเข่ารักษา' ตามกระบวนการที่ได้มาตรฐานการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ซึ่งผ่านการวิจัยว่าได้ผลจริง และที่สำคัญคือไม่มีค่าใช้จ่ายด้วย

เพราะหากไม่มีสิทธิประโยชน์นี้ การรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมโดยที่ไม่ต้องผ่าตัด จะต้องเสียค่าใช้จ่ายประมาณ 1.1 - 2.4 หมื่นบาทต่อแพ็กเกจ ส่วนการรักษาด้วยการพอกเข่าในคลินิกแพทย์แผนไทยของเอกชน ก็จะต้องจ่ายเงินตั้งแต่ 500-700 บาท ไปจนถึงราคาประมาณ 1,000 - 2,000 บาท อีกด้วย

หากแต่นับจากนี้ ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป และป่วยด้วยโรคข้อเข่าเสื่อม จะไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเมื่อไปรับบริการรักษาด้วยการพอกเข่าสมุนไพร ไม่ว่าในคลินิกแพทย์แผนไทยที่มีอยู่ในโรงพยาบาลรัฐ โรงพยาบาลจังหวัด โรงพยาบาลอำเภอ หรือคลินิกการแพทย์แผนไทย ที่เป็นหน่วยบริการนวัตกรรมร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

อย่างไรก็ตาม ที่มาของชุดสิทธิประโยชน์นี้ก็ต้องผ่านการศึกษาวิจัยมาอย่างรอบคอบ และผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ก่อนที่จะคลอดออกมาเป็นบริการที่มอบให้กับสิทธิบัตรทอง 30 บาท

วิจัยเทียบผลการ 'พอกเข่า' พบบรรเทาปวดได้อย่างดี 

The Coverage กางที่มาของสิทธิประโยชน์บริการหัตถการพอกเข่าสำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมฯ โดยจากข้อมูลของ สปสช. พบว่าต้นทางมาจากทีมนักวิจัย กองคุ้มครองและส่งเสริมภูมิปัญญาการแพทย์แผนไทยและแพทย์พื้นบ้านไทย กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก สธ. ที่จับมือกับผู้เชี่ยวชาญด้านโรคกระดูกและข้อ (ออร์โธปิดิกส์) ร่วมกันทำงานวิจัยภายใต้ชื่อว่า “โครงการศึกษาวิจัยประสิทธิผลและความปลอดภัยของหัตถการพอกเข่ากลุ่มผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมหรือโรคลมจับโปงแห้งเข่า ในสถานบริการสาธารณสุขของรัฐ”

หลังจากลงมือศึกษาอยู่นาน 1 ปี เมื่อระหว่าง พ.ศ. 2563-2564 บน Pain Point ที่ว่าในปี 2563 มีสัดส่วนผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมทั่วโลกอยู่ไม่น้อยที่ 2,693 คนต่อแสนประชากร ขณะที่ประเทศไทย มีผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมอยู่ประมาณ 165,217 คน ซึ่งการพอกเข่าด้วยสมุนไพร อาจเป็นอีกหนึ่งวิธีการรักษาที่ช่วยผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้

สำหรับผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมกว่าแสนคนในไทย ถูกจัดระดับอาการ รหัส U57.53 ซึ่งหมายถึงผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อม โรคลมจับโปงแห้งเข่า ที่มีอาการปวด บวม แดง ร้อนที่เข่าเพียงเล็กน้อย แต่จะมีสภาวะเข่าติดขาโก่ง นั่งยองๆ ไม่ได้ ขณะเดินในเข่าจะมีเสียงดังกร๊อบแกร๊บ และอาการปวดมากเวลาเปลี่ยนอิริยาบถและก้าวขึ้นบันได

อาการเหล่านี้คือความทุกข์ทรมานของผู้ป่วยที่เจ็บปวดข้อกระดูก และต้องได้รับการบำบัดรักษา ซึ่งปัจจุบัน สามารถรักษาช่วยลดอาการปวดได้ด้วยการนวด หรือพอกเข่าสมุนไพร ซึ่งคำตอบที่ทีมนักวิจัยต้องการในการศึกษาครั้งนี้ คือการหาผลลัพธ์เทียบเคียงวิธีการรักษาทั้ง 2 รูปแบบ ทั้งในแง่การลดความปวด ความฝืด และความสามารถในการใช้งาน

2

ผลการเทียบเคียงระหว่างการกลุ่มที่ได้รับการ ‘นวด’ เพียงอย่างเดียว กับอีกกลุ่มที่รักษาด้วยการ ‘นวด และพอกเข่า’ ก็พบว่าการรักษาด้วยการนวด 40 นาที และพอกเข่า 20 นาที แบบวันเว้นวัน รวม 5 ครั้ง ช่วยทำให้อาการปวดลดลงและค่อยๆ หายไปในครั้งที่ 1 - 5 อย่างมีนัยยะสำคัญ ในส่วนความฝืดของข้อเข่าก็พบว่าได้ผลดีขึ้นในการรักษาครั้งที่ 3, 4 และ 5 อย่างเป็นลำดับอีกด้วย

ขณะที่ความสามารถในการใช้ข้อเข่าหลังได้รับการรักษาก็ดีขึ้น และได้ผลที่ดีอย่างชัดเจนตั้งแต่การรักษาครั้งที่ 1 - 5 และทั้งหมดก็พบด้วยว่าไม่มีอาการพึงประสงค์ตามมาจากการรักษาด้วยวิธีพอกเข่า

ผลสำเร็จที่เกิดขึ้นจึงถูกส่งต่อสู่การตัดสินใจในระดับนโยบาย โดยผ่านการตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากคณะอนุกรรมการกำหนดประเภทและขอบเขตการให้บริการสาธารณสุข สปสช. ที่มี รศ.พญ.ประสบศรี อึ้งถาวร บอร์ด สปสช. เป็นประธานชุด เมื่อช่วงเดือน เม.ย. 2567

จากนั้นภายในเดือนเดียวกัน จึงส่งต่อมายังคณะอนุกรรมการกำหนดหลักเกณฑ์การดำเนินงานและบริหารจัดการกองทุน สปสช. ก่อนนำไปสู่วงประชุมบอร์ด สปสช. ที่เคาะไฟเขียวอนุมัติเมื่อวันที่ 5 มิ.ย. 2567 หลังมองเห็นตรงกันว่าบริการรักษาดังกล่าวจะเป็นประโยชน์จริง และคุ้มค่าสำหรับการช่วยผู้ป่วยให้หายจากอาการเจ็บปวดด้วยโรคข้อเข่าเสื่อม

ในส่วนของเงื่อนไขคือ เป็นผู้ป่วยโรคข้อเข่าเสื่อมสิทธิบัตรทอง 30 บาท ที่อายุ 40 ปีขึ้นไป มีภาวะปวดเข่าจากข้อเข่าเสื่อม สามารถพอกเข่าสมุนไพรได้ไม่เกินวันละ 1 ครั้ง รวม 5 ครั้งใน 2 สัปดาห์ โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ควบคู่ไปกับการรับการรักษาด้วยการนวดบำบัด ซึ่งก็เป็นชุดสิทธิประโยชน์ของสิทธิบัตรทองที่ไม่เสียค่าใช้จ่ายด้วยเหมือนกัน

สำหรับชุดสิทธิประโยชน์นี้ สปสช. ตั้งเป้าหมายว่าจะมีผู้ป่วยสิทธิบัตรทอง 30 บาท ได้รับการรักษาด้วยการพอกเข่าประมาณ 1.3 หมื่นคน ในปี 2567 และคาดว่าในปี 2568 จะมีผู้ป่วยได้เข้าถึงบริการนี้ประมาณ 8.2 หมื่นคน โดยใช้งบประมาณเพื่อจ่ายชดเชยให้กับหน่วยบริการ ประมาณ 41 ล้านบาท

สูตร ‘สมุนไพรพอกเข่า’ สู่นวัตกรรมในอนาคต 

ในส่วนของกระบวนการพอกเข่าด้วยสมุนไพร แน่นอนว่าองค์ประกอบสำคัญคือ ‘สมุนไพรไทย’ ที่ถูกใช้เป็นยาพอกเข่า ซึ่งตำรายานี้เป็นยาพอกเข่าสูตรร้อนจากตำรับยาดั้งเดิมที่ใช้สำหรับรักษาโรคข้อเข่าเสื่อม ซึ่งเป็นวิชาที่ได้รับการถ่ายทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน

เมื่อยาพอกเข่าตำรับนี้เป็นยาพอกเข่าสูตรร้อน จึงเหมาะสำหรับการรักษาโรคข้อเข่าเสื่อมหรือโรคลมจับโปงแห้งเข่า ซึ่งเป็นสูตรตำรับดั้งเดิมของอาจารย์ อภิชาติ ลิมป์ติยะโยธิน ผู้ซึ่งเป็นอาจารย์แพทย์แผนไทยที่ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เหล่านี้ให้กับลูกศิษย์ตั้งแต่อดีต ที่มีการนำมาใช้จนถึงในปัจจุบัน

ขณะที่ยาพอกเข่าจะมีส่วนประกอบสมุนไพรหลายชนิด เพื่อสรรพคุณการรักษาที่แตกต่างกัน โดยแบ่งเป็น 4 กลุ่ม คือ 1. กลุ่มสมุนไพรแก้ปวด แก้อักเสบ แก้บวม แก้เส้น ได้แก่ หัวดองดึง ใบพลับพลึง ไพล ขิง ผักเสี้ยนผี ว่านน้ำ และว่านร่อนทอง 2. กลุ่มสมุนไพรทำให้เลือดไหลเวียนดี ได้แก่ พริกไทยล่อน และผิวมะกรูด 3. กลุ่มสมุนไพรรักษาอาการอักเสบติดเชื้อ ได้แก่ เจตมูลเพลิงแดง ข่า และว่านนางคำ 4. กลุ่มสมุนไพรมีฤทธิขับของเสียทางผิวหนัง/รูขุมขน ได้แก่ ใบมะขาม และใบส้มป่อย

ทั้งหมดเป็นศาสตร์วิชาการแพทย์แผนไทยดั้งเดิมที่ส่งต่อความรู้กันมาถึงปัจจุบัน และผ่านกระบวนการผลิตเป็นยาพอกเข่าที่ได้มาตรฐาน GMP พร้อมทั้งได้บทสรุปการเอาไปใช้ทดลองในการศึกษาวิจัย กระทั่งนำไปสู่การเป็นชุดสิทธิประโยชน์บริการหัตถการพอกเข่า สำหรับผู้ป่วยข้อเข่าเสื่อมฯ ที่บอร์ด สปสช. ได้อนุมัติครั้งนี้ และถือเป็นอีกคุณประโยชน์ที่เหมาะกับสถานการณ์ที่ประเทศเดินเข้าสู่สังคมสูงวัย

ขณะเดียวกันการรักษาด้วยการพอกเข่าให้ผู้ป่วยโรคเข่าเสื่อม ก็ยังไม่ได้หยุดวิธีการอยู่เพียงเท่านี้ เพราะกรมการแพทย์แผนไทยฯ ยังได้เตรียมต่อยอดยาพอกเข่า ที่มีลักษณะหนืดเหนียวและพอกรอบเข่าเพื่อรักษาในทุกวันนี้ ไปสู่นวัตกรรมที่ใช้งานง่ายและทำได้ด้วยตัวเอง เพื่อเพิ่มความสะดวกให้มากขึ้น โดยอาจเป็นแผ่นแปะยาพอกเข่า สเปรย์ฉีดรอบเข่า หรือเจลทา ลูกกลิ้ง ซึ่งเราอาจได้เห็นกันหลังจากนี้ต่อไป