ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

สสจ. สุราษฎร์ธานี ดูแลผู้สูงอายุในพื้นที่เข้ารับ “บริการใส่รากฟันเทียมจากบัญชีนวัตกรรมไทย” กรณีใส่ฟันเทียมแล้วเคี้ยวอาหารไม่ได้ ภายใต้โครงการฟันเทียม รากฟันเทียม เฉลิมพระเกียรติฯ เผยปี 2567 ขยายเป้าหมายเพิ่มเป็น 150 ราย หลังปีที่ผ่านมาให้บริการได้ตามเป้าหมาย เน้นการบริหารจัดการในพื้นที่เพื่อให้เข้าถึงบริการเพิ่ม ขณะที่ สปสช. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมลงพื้นที่เก็บข้อมูล ติดตามและประเมินผล พบคุณภาพผ่านเกณฑ์ ประชาชนพึงพอใจ   


ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เปิดเผยว่า เมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2567 ที่ผ่านมา ได้ลงพื้นที่ร่วมกับ นายธงชัย สิทธิยุโณ ผู้อำนวยการ สปสช.เขต 11 สุราษฎร์ธานี ดร.ภญ.พัทธรา ลีฬหวรงค์ รองหัวหน้าหน่วยวิจัยเพื่อขับเคลื่อนนโยบายสุขภาพ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อติดตาม และรับฟังความเห็นการดำเนินงาน “โครงการนำร่องการใช้รากฟันเทียมในบัญชีนวัตกรรมไทย เพื่อการผ่าตัดใส่รากฟันเทียมสำหรับผู้ไม่มีฟันทั้งปาก ภายใต้ระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท)” โดยมี นพ.จิรชาติ เรืองวัชรินทร์ นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดสุราษฎร์ธานี (สสจ.สุราษฎร์ธานี) และเจ้าหน้าที่จากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูล ณ ห้องประชุมทับทิม โรงแรมไดมอนด์พลาซ่า จ.สุราษฎร์ธานี 

1

2

ทั้งนี้ โครงการ “ฟันเทียม รากฟันเทียม เฉลิมพระเกียรติในหลวง เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 72  พรรษา 28 กรกฎาคม 2567” สปสช. เป็นการดำเนินการโดย กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กรมอนามัย กรมการแพทย์ และ สปสช. โดยมีเป้าหมายดูแลคนไทยทุกคนที่ไม่มีฟันบดเคี้ยวอาหารช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิต ให้บริการใส่ฟันเทียมถอดได้ทั้งปาก หรือเกือบทั้งปากทุกสิทธิการรักษา (บัตรทอง ประกันสังคม ข้าราชการ) มีระยะเวลาโครงการ 2 ปี คือ ปี 2566-2567 กำหนดกลุ่มเป้าหมายบริการ 7.2 หมื่นราย พร้อมกันนี้ยังให้บริการฝังรากฟันเทียมสำหรับผู้ป่วยบัตรทองที่มีปัญหาใส่ฟันเทียมแล้วหลุด โดยส่วนนี้ยังเป็นการส่งเสริมนวัตรกรรมรากฟันเทียมของไทย กำหนดกลุ่มเป้าหมาย 7,200 ราย หรือ 1.4 หมื่นราก 

ทพ.อรรถพร กล่าวว่า การลงพื้นที่รับฟังความเห็นในครั้งนี้ พบว่าการให้บริการรากฟันเทียมตามโครงการยังมีปัญหาและอุปสรรคอยู่บ้าง ในเรื่องการบริหารจัดการ เช่น การกระจายรากฟันเทียมไปยังหน่วยบริการเป้าหมาย การบันทึกข้อมูล เป็นต้น ซึ่ง สปสช. จะนำไปแก้ไขให้ดีขึ้น ทั้งนี้ แม้ว่า จ.สุราษฎร์ธานี จะเป็นจังหวัดใหญ่และมีเกาะ เมื่อเทียบกับจังหวัดอื่นการเดินทางมารับบริการอาจไม่ง่ายนัก แต่ก็สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมาย ซึ่งมาจากการทำงานกันเป็นทีม โดยมีนายแพทย์ สสจ.สุราษฎร์ธานี เป็นผู้สนับสนุนอย่างเป็นทางการ

ส่วนในที่ประชุมนั้น มีการสะท้อนความเห็นต่อคุณภาพรากฟันเทียมจากบัญชีนวัตกรรมไทย ซึ่งภาพรวมรากฟันเทียมนี้มีคุณภาพที่เทียบเคียงระดับโลกได้ แต่อาจมีเล็กน้อยที่ต้องแก้ไข ซึ่งบริษัทผู้ผลิตที่ร่วมรับฟังความคิดเห็นเพื่อนไปพัฒนา และทางศิริราชก็ที่เป็นหน่วยงานกลางจะรวบรวมข้อมูลทั้งหมด เมื่อเสร็จสิ้นโครงการฯ ก็จะมีการทำวิจัย และตีพิมพ์ผลงานอย่างเป็นทางการอีกครั้ง

“เราวัด 2 ด้าน ด้านที่ 1 คือกระบวนการทางเทคนิคหรือชิ้นงาน มีปัญหาในการใส่รากฟันหรือไม่ ตอนนี้ยังไม่มี และด้านที่ 2. คือ ด้านการบดเคี้ยวหลังจากคนไข้ใส่รากฟันเทียมไปแล้ว ตรงนี้ก็ผ่านเกณฑ์ ซึ่งประชาชนพึงพอใจสูงมาก ดังนั้นรากฟันเทียมในบัญชีนวัตกรรมไทย ผ่านเกณฑ์ทั้ง 2 ด้าน ไม่แพ้สินค้าที่นำเข้า” รองเลขาธิการ สปสช. ระบุ 

3

นางไปยดา หาญชัยสุขสกุล รองผู้อำนวยการศูนย์ความเป็นเลิศด้านชีววิทยาศาสตร์ (องค์การมหาชน) หรือ ทีเซลส์ กล่าวว่า การลงพื้นที่ในครั้งนี้จะเข้ามาสนับสนุนเรื่องการติดตามและประเมินผลการใช้งาน โดยจะดูเสียงตอบรับจากทันตแพทย์และประชาชนที่เข้ามาใช้บริการว่ามีความคล่องตัวหรือติดขัดอย่างไรบ้าง เพื่อสนับสนุนผู้ผลิต พัฒนาผลิตภัณฑ์ให้พร้อมใช้งาน และตอบโจทย์ประชาชนมากที่สุด รวมถึงผลักดันให้ผลิตภัณฑ์เข้าไปอยู่ในบัญชีนวัตกรรมไทย ตามนโยบายของภาครัฐ ในการส่งเสริมให้ผู้ประกอบการไทยสามารถขยายตลาดได้ โดยเฉพาะด้านสาธารณสุข โดยมีการเก็บข้อมูลว่าด้านสาธารณสุขมีความต้องการผลิตภัณฑ์ด้านใด คใบคู่ไปกับดูศักยภาพการผลิตของคนไทยด้วย

นพ.จิรชาติ กล่าวว่า จ.สุราษฎร์ธานี มีการขับเคลื่อนวาระสุขภาพด้านสังคมผู้สูงอายุ ฉะนั้นการฝังรากฟันเทียมจึงเป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ของจังหวัด โดยจะมีการคัดกรองผู้สูงอายุอย่างครอบคลุม โดยในจังหวัดมีผู้สูงอายุราว 2 แสนคน เกือบครึ่งมีปัญหาสุขภาพช่องปาก อย่างไรก็ดีโครงการรากฟันเทียมฯ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่ สสจ.สุราษฎร์ธานีภูมิใจที่ได้ทำให้กับประชาชนภายใต้โครงการรากฟันเทียมพระราชทานฯ โดยปีที่แล้วสามารถฝังรากฟันเทียมให้แก่ประชาชนกลุ่มเป้าหมายทั้งหมด 93 ราย และในปีนี้ได้เพิ่มเป้าหมายที่จำนวน 120-150 ราย เนื่องจากมีการวางแผนในการให้ผู้สูงอายุเข้าถึงบริการ ทั้งการสัญจรลงไปตามโรงพยาบาลต่างๆ รวมถึงกำหนดจุดบริการฟังรากฟันเทียมเพิ่มขึ้น 4 หน่วยบริการ ได้แก่ โรงพยาบาลกาญจนดิษฐ์ โรงพยาบาลท่าโรงช้าง โรงพยาบาลไชยา และโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชเวียงสระ จากเดิมที่มีแค่ 2  หน่วยบริการ คือโรงพยาบาลสุราษฎร์ธานี และโรงพยาบาลเกาะพะงัน  

“ที่สำคัญคือเป็นการสนับสนุนการใช้บัญชีนวัตกรรมไทย ช่วยส่งเสริมให้อุตสาหกรรมไทยมีการผลิตนวัตกรรมด้านสุขภาพ ซึ่งตอนนี้ได้ช่วยลดการนำเข้าหลายๆ อย่าง คิดว่าเป็นสิ่งที่ดี ทำให้ประโยชน์เกิดขึ้นกับกลุ่มเป้าหมายคือผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องรากฟัน” สสจ.สุราษฎร์ธานี ระบุ 

นางไพเราะ ทองคำ อายุ 65 ปี ผู้เข้ารับบริการฝังรากฟันเทียม กล่าวว่า เข้ารับบริการฝังรากฟันเทียมมาได้เกือบ 1 ปี เดิมมีปัญหาฟันเทียมหลวม เมื่อมาทำใหม่ที่โรงพยาบาลก็ยังใส่ไม่ได้ เพราะเหงือกเสมอกัน แพทย์จึงแนะนำให้ฝังรากฟันเทียม ซึ่งหลังจากเปลี่ยนแล้วการบดเคี้ยวอาหารได้ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น จากเดิมที่กินอาหารไม่ค่อยได้ จนทำให้น้ำหนักลด  

“ป้าแนะนำไปหลายคนแล้ว ให้มาใส่รากฟันเทียมในโครงการฯ คนที่ใช้ฟันเทียมแล้วมีปัญหาหลุดบ่อยๆ กินข้าวไม่ค่อยได้ ก็ให้มาหาคุณหมอฟัน สำหรับป้าแล้วไม่ได้กลัวเรื่องความเจ็บตอนฝังราก เพราะเวลาไม่มีฟันลำบาก กินอะไรไม่ได้ พอไม่ใส่ฟันก็ดูไม่ดี” นางไพเราะ กล่าว

5