ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

แม้การอบไอน้ำ (Steam) และการอบแห้ง (ซาวน่า) จะส่งผลดีต่อสุขภาพของคนเรา ทั้งในเรื่องของระบบหมุนเวียนโลหิต ช่วยให้รู้สึกผ่อนคลายจากความเครียดที่สะสม ฯลฯ แต่จริงๆ แล้วกิจกรรมเหล่านี้กลับไม่ได้เหมาะกับทุกคน และอาจส่งผลกระทบต่อร่างกายถึงแก่ชีวิตด้วย

โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ผู้ที่มีโรคประจำตัว เช่น ผู้ป่วยโรคหัวใจ ผู้ป่วยความดันเลือดสูง หรือมีภาวะความดันเลือดต่ำ ฯลฯ เพราะการอบซาวน่าจะเพิ่มอุณหภูมิในร่างกายและเพิ่มระดับการไหลเวียนเลือด ซึ่งการอยู่ในสถานที่ที่มีอุณหภูมิสูงเป็นเวลานานอาจทำให้เกิดอันตรายได้

กระนั้นก็ใช่ว่าคนไม่มีโรคประจำตัวจะไม่มีความเสี่ยง เพราะอย่างเหตุการณ์เศร้าล่าสุดที่หญิงวัย 68 ปี เสียชีวิตในห้องอบซาวน่า หลังออกกำลังกายก่อนเข้าไปอบซาวน่า ซึ่งจากการให้ข้อมูลของครอบครัวผู้เสียชีวิตกลับพบว่าหญิงรายดังกล่าวมีสุขภาพแข็งแรง ออกกำลังกายเป็นประจำ และไม่มีโรคประจำตัว

อีกทั้งจากคู่มือวิชาการ ‘แนวทางการประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภทสถานที่อาบน้ำ อบไอน้ำ อบสมุนไพร’ ของ สำนักอนามัยและสิ่งแวดล้อม กรมอนามัย กระทรวงสาธสารณสุข (สธ.) ยังระบุด้วยว่า ‘หน้ามืด เป็นลม หมดสติ’ อาการเหล่านี้คืออันตรายที่พบได้บ่อยจากการอบไอน้ำ 

ทว่า เหล่านี้ไม่ใช่สิ่งที่ป้องกันไม่ได้ และสิ่งสำคัญที่ช่วยได้อย่างมากก็คือ การที่สถานบริการประเภทนี้ ต้องมี ‘มาตรฐาน’ ทั้งในการ ‘ติดตามการใช้งาน’ ของผู้รับบริการ และการ ‘ควบคุมอุณภูมิที่เหมาะสม’ อย่างเคร่งครัด รวมไปถึงการระบุ ‘แนวทางการปฏิบัติตน’ ระหว่างดำเนินกิจกรรมอบไอน้ำและซาวน่าอย่างชัดเจน และถูกต้องของผู้ประกอบการ

สำหรับบริการอบไอน้ำ และอบซาวน่า ในประเทศไทยมี พ.ร.บ.สถานประกอบการเพื่อสุขภาพ พ.ศ. 2559 ที่สถานประกอบการต้องยื่นขออนุญาตประกอบกิจการ หากเป็นในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) แล้วจะต้องยื่นต่อกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ขณะเดียวกันในต่างจังหวัดสามารถยื่นได้ที่สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.)

1

“พ.ร.บ. ตัวนี้จะควบคุมมาตรฐานอย่างเคร่งครัดในด้านสถานที่ ความปลอดภัย และการให้บริการ ซึ่งโดยหลักการแล้ว การให้บริการอบไอน้ำ หรืออบซาวน่าควรจะต้องขออนุญาต และปฏิบัติตามมาตรฐานอย่างเคร่งครัด” ผศ.ดร.สายรัก สอาดไพร ผู้เชี่ยวชาญด้านนวัตกรรมทางกีฬา และการออกกำลังกาย คณะสหเวชศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) บอกกับ “The Coverage”

ก่อนจะอธิบายต่อไปว่า ในการให้บริการอบไอน้ำและอบซาวน่านั้น ควรมี 2 ระบบที่ต้องให้ความสำคัญด้วย ระบบแรก ‘มาตรฐานในการควบคุมอุณหภูมิ’ ที่ห้องสำหรับให้บริการควรมีระบบควบคุมอุณหภูมิแบบสามารถกระจายอุณหภูมิได้ โดยต้องมีเซ็นเซอร์ตรวจวัดอุณหภูมิที่กระจายทั่วห้อง และที่สำคัญต้องสามารถปรับอุณหภูมิอัตโนมัติได้

ส่วนระบบต่อมาที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ‘การติดตามเฉพาะคนที่ใช้บริการ’ เช่น ระบบการลงทะเบียนเตือนเมื่อครบเวลา ระบบเซ็นเซอร์วัดสัญญาณชีพ เหล่านี้ควรจะเป็นระบบที่สามารถส่งสัญญาณให้ผู้ดูแล สามารถติดตาม และให้ความช่วยเหลือได้

เพราะซาวน่าจะมีลักษณะคล้ายการ ‘อยู่ไฟ’ ของหญิงหลังคลอด  ที่อาศัยความร้อนจากถ่านหินบนเตาร้อน โดยมีอุณหภูมิและความชื้นตามมาตรฐานสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ประมาณ 77 - 82 องศาเซลเซียส ขณะที่ความชื้นสัมพัทธ์อยู่ที่ 5% ซึ่งถือว่าต่ำ (นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการอบซาวน่าถึงเรียกว่าการอบแห้ง)

ทว่า ประเทศไทยที่มีความชื้นสูง (ประมาณ 72 - 72) ห้องซาวน่าอาจมีความชื้นสัมพัทธ์ที่ 70% และอุณหภูมิในห้อง อาจสูงได้เพียง 60 องศาเซลเซียส ในขณะที่การอบไอน้ำ ที่เป็นการอบตัวด้วยไอน้ำนั้น มีอุณภูมิที่เหมาะสมอยู่ที่ประมาณ 40 - 60 องศาเซลเซียส และมีความชื้นอยู่ที่ 100%

“เท่าที่ทราบ สถานประกอบการในหลายๆ ที่อาจจะยังไม่มีระบบติดตามที่ชัดเจน มีเพียงการลงทะเบียนของผู้ใช้บริการก่อนเข้าใช้เท่านั้น ซึ่งหากมีผู้หมดสติระหว่างการใช้บริการก็อาจจะช่วยเหลือได้ไม่ทันท่วงที” ผศ.ดร.สายรัก กล่าว

ผศ.ดร.สายรัก บอกต่อไปว่า นอกจาก 2 ระบบดังกล่าวแล้ว เซ็นเซอร์วัดความชื้น และก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์เพื่อไม่ให้เกินกำหนด เป็นอีกหนึ่งเป็นสิ่งที่ ‘ควรต้องมี’ เพราะพื้นที่ดังกล่าวเป็นห้องปิด ไม่มีการระบายอากาศ และยังมีโอกาสเกิดการเผาไหม้จากอุณภูมิที่สูง อาจเป็นอันตรายต่อผู้ใช้บริการได้ 

ไม่เพียงเท่านั้น แม้ในปัจจุบันจะมีเครื่องมือที่สามารถตั้งเวลาและอุณหภูมิอัตโนมัติ แต่ในการดำเนินกิจกรรมการ ‘อบ’ ทั้งสองแบบที่ต้องใช้ความร้อนเป็นหลัก ผศ.ดร.สายรัก จึงมองว่า สถานที่ดังกล่าวยังคงต้องมี ‘เจ้าหน้าที่คอยควบคุม’ ติดตามการใช้งานของผู้รับบริการเพื่อดูแลอย่างใกล้ชิด ทำให้การใช้บริการมีความปลอดภัย และเจ้าหน้าที่ยังสามารถให้การช่วยเหลือเบื้องต้นได้อีกด้วย

เธอยังบอกอีกว่า หากมองถึงการติดตั้ง ‘ปุ่มฉุกเฉิน’ ภายในห้องให้บริการจะเป็นเรื่องที่ดี แต่หากผู้ใช้บริการหมดสติกระทันหันขณะอยู่ตามลำพัง อาจไม่สามารถช่วยได้ ฉะนั้น ‘ระบบมาตรฐานห้อง และระบบติดตามผู้ใช้บริการ’ จึงมีความจำเป็นที่จะต้องมี และควรนำมาใช้ร่วมกัน

2

“ผู้ประกอบการควรต้องทำห้องอบไอน้ำ และอบซาวน่ามีมาตรฐาน ปลอดภัย และมีระบบติดตามผู้ใช้บริการอย่างใกล้ชิด และควรต้องคัดกรองผู้ใช้บริการก่อนเข้าใช้ เช่น ไม่ควรให้ผู้ป่วยโรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หญิงตั้งครรภ์เข้าใช้บริการ ซึ่งก็เพื่อความปลอดภัยของผู้ใช้บริการเอง” ผศ.ดร.สายรัก ให้ความเห็น

ผศ.ดร.สายรัก ยังทิ้งท้ายอีกว่า หากบริการเหล่านี้เป็นไปตามมาตรฐานที่มีระบบความปลอดภัย มีการตรวจสอบจากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ ทั้งในเรื่องมาตรฐานสถานที่ การให้บริการ และปฏิบัติตามกฎหมายที่ควบคุมดูแล จะยังสามารถช่วยพัฒนาบริการด้านการดูแลสุขภาพ (Wellness) ตามที่ นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรีระบุเอาไว้ในงานแสดงวิสัยทัศน์ ‘Ignite Thailand’ ถึงการพัฒนาและยกระดับประเทศไทยให้เป็นศูนย์กลางทางการแพทย์และสุขภาพ (Wellness & Medical HUB) เพื่อสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการและประเทศต่อไปได้อีกด้วย