ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

กลายเป็นภาพเหตุการณ์ที่ทำให้หลายคนต้องจุกอก เมื่อลูกสาวต้องพาพ่อที่ป่วยระยะสุดท้าย ไปนอนรอความตายที่ศาลาวัดโคกสมานคุณ (พระอารามหลวง) อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา ซึ่งปรากฎบนหน้าข่าวในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา หลังผู้เป็นลูกสาวตัดสินใจยอมยุติการรักษาในโรงพยาบาล เพราะร่างกายของผู้เป็นพ่อไม่ตอบสนอง อยู่ในครรลองที่รอคอยการจากไป

หากสิ่งที่น่าสลดใจยิ่งกว่า คือสาเหตุของการต้องนำตัวพ่อไปนอนรอความตายที่วัด อันเป็นเพราะ 2 พ่อลูกถูกปฏิเสธจาก ‘เจ้าของบ้านเช่า’ ไม่ให้นำตัวผู้ป่วยมาเสียชีวิตภายในบ้านเช่า เมื่อไม่เหลือหนทางลูกสาวจึงพาพ่อที่มีเพียงลมหายใจโรยรินไปที่ศาลาวัด เพื่อรอวาระสุดท้ายเคียงข้างบุพการี

1

อย่างไรก็ตามในมุมมองของ พญ.เดือนเพ็ญ ห่อรัตนาเรือง หัวหน้ากลุ่มงานเวชศาสตร์ประคับประคอง สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติบรมราชชนนี ที่สะท้อนกับ “The Coverage” เธอมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นอาจจะดีกว่านี้ หากผู้ป่วย ญาติ และบุคลากรทางการแพทย์ ได้มีการพูดคุยสื่อสารร่วมกันมากขึ้น

"จากเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ จ.สงขลา มองในฐานะคนที่ติดตามข่าว เคสนี้ก็เข้าข่ายเป็นเคสที่ตัดสินใจดูแลประคับประคองระยะท้าย เพราะผู้ป่วยเกิดอุบัติเหตุ ได้รับการรักษาอย่างเต็มที่มาเป็นระยะเวลานาน กระทั่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ทีมแพทย์ของโรงพยาบาลจึงเข้ามาดูแล และญาติผู้ป่วยผู้เป็นลูกสาวได้ตัดสินใจยุติการรักษา แต่มารู้ภายหลังว่า บ้านเช่าไม่ได้ต้องการให้เสียชีวิต จึงได้พาไปรอวาระสุดท้ายที่วัด ซึ่งประเด็นบ้านเช่า ก็ต้องบอกว่าเจ้าของบ้านก็ไม่ผิด และเป็นสิทธิที่จะปฏิเสธไม่ให้เสียชีวิตได้ แต่สถานการณ์มันน่าจะดีกว่านี้ หากมีการสื่อสารที่ละเอียดระหว่างกันมากขึ้น" พญ.เดือนเพ็ญ ให้ความเห็น

พญ.เดือนเพ็ญ ขยายความว่า ประเด็นของบ้านเช่า นับเป็นปัญหาพอสมควรสำหรับการเสียชีวิตระยะท้ายของผู้ป่วย ทั้งในสังคมเมืองและต่างจังหวัด ซึ่งหลายคนไม่มีที่อยู่อาศัยเป็นของตนเอง อย่างเหตุการณ์ดังกล่าว หากมีเวลามากขึ้น หรือทำความเข้าใจมากกว่านี้ระหว่างทีมแพทย์และญาติผู้ป่วย เคสนี้ก็อาจเกิดการช่วยหาสถานที่สุดท้ายให้กับผู้ป่วยได้

ทั้งนี้ อาจเป็น “สถานชีวาภิบาล” ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ที่มีนโยบายให้มีสถานชีวาภิบาลเพิ่มมากขึ้น เพื่อดูแลผู้ป่วยระยะท้ายที่ไม่มีบ้านของตัวเอง แต่ก็ต้องเข้าใจว่านโยบายนี้เพิ่งเริ่ม และยังไม่ได้กระจายไปครบทุกที่ จึงเกิดเคสลักษณะนี้เป็นภาพที่สะเทือนใจคนในสังคม

อย่างไรก็ตาม หากสื่อสารและสอบถามความช่วยเหลือ มีเวลามาคุยกัน ก็จะทำให้เจตนาสุดท้ายของผู้ป่วยได้รับการตอบสนอง เพราะหลักการของ “Palliative Care” คือประชาชนที่เป็นผู้ป่วยระยะท้าย รวมถึงญาติ  หรือครอบครัว สามารถตัดสินใจร่วมกับแพทย์เพื่อวางแผนดูแลระยะท้ายให้ผู้ป่วยจากไปอย่างมีคุณภาพ

2

"การสื่อสารระหว่างกันจึงสำคัญมากต่อกระบวนการ Palliative Care เพราะเป็นเครื่องมือเริ่มต้นที่จะช่วยดูแลคุณภาพชีวิตให้จากไปอย่างสงบ สมศักดิ์ศรี และมันสำคัญอย่างมากต่อคนอยู่ ซึ่งก็คือญาติ ครอบครัว หากได้เห็นว่าผู้เป็นที่รักจากไปอย่างสงบ ไม่ทรมาน สิ่งนี้จะช่วยให้คนข้างหลังก้าวข้ามความโศกเศร้าสูญเสียไปได้อย่างดี มากกว่าครอบครัวที่ต้องพบว่าสมาชิกคนสำคัญจากไปอย่างไร้คุณภาพและทรมาน ซึ่งจะเป็นแผลในใจของครอบครัวที่อยู่ต่อไป และกระบวนการ Palliative Care ช่วยเรื่องนี้ได้" พญ.เดือนเพ็ญ เน้นย้ำ 

สำหรับ “การดูแลแบบประคับประคอง” หรือ Palliative Care เป็นการดูแลผู้ป่วยระยะท้ายแบบองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ สำหรับผู้ที่ป่วยด้วยโรคที่คุกคามต่อชีวิต ซึ่งไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้ ให้จากไปอย่างสงบไม่ต้องทนทุกข์ทรมานกับความเจ็บปวด อันมาจากกระบวนการรักษาที่ต้องการยื้อชีวิต ซึ่งมิใช่เป็นเพียงอาการของความผิดปกติทางร่างกายเท่านั้น แต่เป็นผลลัพธ์ที่เกิดจากสภาวะทางด้านจิตใจของผู้ป่วยด้วย

ที่สำคัญ Palliative Care ยังเป็นกระบวนการที่ “เคารพความต้องการในการรักษา” และ “แผนในการเสียชีวิต” ของผู้ป่วย ตามสิทธิที่ถูกระบุไว้ใน พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 มาตรา 12 ว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้

สำหรับ Palliative Care ยังมุ่งเน้นให้บุคลากรทางการแพทย์ ได้ให้คำแนะนําต่อญาติหรือผู้ดูแลผู้ป่วย ในการเตรียมพร้อมที่จะรับมือกับสภาพความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ป่วยและครอบครัวมีคุณภาพชีวิตที่ดีที่สุดตามบริบทของปัจเจกบุคคล เท่าที่จะทำได้ภายในเวลาที่เหลืออยู่ 

ทั้งนี้ กระบวนดังกล่าวก็ไม่ใช่เรื่องลึกลับที่ต้องไปเสาะแสวงหาที่ไหนไกล เพราะ พญ.เดือนเพ็ญ ยืนยันว่า ปัจจุบันโรงพยาบาลรัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) “ทุกแห่ง” มีทีมดูแลประคับประคองผู้ป่วยระยะท้ายนี้ประจำอยู่

ขณะที่ทีมดูแลประคับประคองนี้จะเข้าไปประเมินผู้ป่วย เมื่อทราบว่าผู้ป่วยเข้าสู่ระยะสุดท้ายที่ไม่สามารถรักษาให้หายได้แล้ว โดยจะปรึกษากับแพทย์เจ้าของไข้ เพื่อวางแผนดูแลผู้ป่วยในระยะท้าย และนำข้อมูลนั้นไปพูดคุยหรือปรึกษากับผู้ป่วย ญาติ หรือครอบครัว ว่ามีผลของการพยากรณ์โรคเป็นอย่างไร เพื่อให้ผู้ป่วย ญาติหรือครอบครัว ได้ตัดสินใจตามความต้องการ เพื่อที่ทีมแพทย์ รวมถึงญาติหรือครอบครัว จะได้ทำตามความต้องการสุดท้ายนั้น

ไม่ว่าจะเลือกไปเสียชีวิตที่บ้าน หรือต้องการเสียชีวิตที่โรงพยาบาลก็ได้ ตามเจตนาสุดท้ายที่ผู้ป่วยอยากให้เกิดขึ้น โดยหากต้องการเสียชีวิตที่บ้าน ก็จะมีทีมบุคลากรทางการแพทย์เข้าไปดูแลประคับประคองที่บ้านตามที่ต้องการ เพื่อมุ่งเน้นไม่ให้ผู้ป่วยทุกข์ทรมาน และได้จากไปอย่างสงบตามธรรมชาติ แต่หากต้องการเสียชีวิตที่โรงพยาบาล บางแห่งก็จะจัดเตรียมสถานที่เพื่อรอวาระสุดท้ายของชีวิตอย่างเหมาะสมให้

พญ.เดือนเพ็ญ ระบุว่า Palliative Care อาจเป็นเรื่องไกลตัว ไกลความเข้าใจ และไกลการรับรู้สำหรับหลายคน แต่หากลองเปิดใจ เสาะหา และเรียนรู้เกี่ยวกับสิ่งนี้ ก็จะพบว่าไม่ใช่เรื่องยากที่จะทำความเข้าใจ เพราะสิ่งนี้สำคัญอย่างมากและทุกคนอาจต้องใช้กระบวนการนี้ในการดูแลผู้ป่วย หรือแม้กระทั่งตนเอง ก่อนจากไปในวาระสุดท้ายของชีวิต