ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

นายกสภาเภสัชกรรม เผย ขยายบริการให้ “ร้านยา” ใน 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ครอบคลุม 32 กลุ่มอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย ผ่านการพิจารณาจาก สปสช. แล้ว อยู่ระหว่างรอประกาศทางการ พร้อมเปิด 2 ประเด็นกำลังขับเคลื่อน ‘เพิ่มศักยภาพร้านยาให้ดูแล ปชช. ที่ต้องการเลิกบุหรี่ - ดึงร้านยาเข้าร่วม 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ให้ครบตามเป้า 5,000 แห่ง’


รศ. (พิเศษ) ภก.กิตติ พิทักษ์นิตินันท์ นายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยกับ “The Coverage” ว่า ช่วงที่ผ่านมาสภาเภสัชกรรมได้มีการเสนอให้ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พิจารณาเพิ่มความครอบคลุมกลุ่มอาการเจ็บป่วยเล็กน้อย (Common illnesses) ให้กับร้านยาในโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ให้สามารถให้บริการได้มากขึ้น โดยเพิ่มจากเดิมที่กำหนดไว้คือ 16 กลุ่มอาการ เป็น 32 กลุ่มอาการ ซึ่งปัจจุบันเรื่องดังกล่าวผ่านขั้นตอนการพิจารณาจาก สปสช. แล้ว และอยู่ในระหว่างรอออกเป็นประกาศ

1

รศ. (พิเศษ) ภก.กิตติ กล่าวว่า นอกจากการขับเคลื่อนเพื่อขยายกลุ่มอาการเพิ่มเติมแล้ว ทางสภาเภสัชกรรมยังเตรียมที่จะเพิ่มศักยภาพให้ร้านยาสามารถช่วยดูแลประชาชนที่ต้องการเลิกบุหรี่ พร้อมกับให้บริการยาเลิกบุหรี่ที่ทางองค์การเภสัชกรรม (อภ.) เป็นผู้ผลิตได้ด้วย 

ไม่เพียงเท่านั้น อีกส่วนที่จะมีการทำควบคู่ไปด้วยก็คือ การดำเนินตามเป้าหมายในการเพิ่มร้านยาที่เข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ให้มากขึ้น เนื่องจากร้านยาที่เข้าร่วมโครงการฯ ในขณะนี้ยังไม่เพียงพอ โดยปัจจุบันมีร้านยาเข้าร่วมโครงการฯ ที่สามารถให้บริการเจ็บป่วยเล็กน้อยได้กว่า 2,000 แห่ง ส่วนหากรวมร้านยาที่สามารถให้บริการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) ได้ด้วยนั้น จะรวมทั้งสิ้นกว่า 3,000 แห่ง ขณะที่สภาเภสัชกรรมตั้งเป้าให้มีร้านยาเข้าร่วมประมาณ 5,000 แห่ง เพื่อให้สามารถรองรับประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ
 
ทั้งนี้ ที่ผ่านมาทางสภาเภสัชกรรม ก็มีความพยายามในการชักชวนร้านยาต่างๆ ให้มาเข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ อย่างสม่ำเสมอ ทั้งชี้แจงกระบวนการให้เห็นว่าระบบการจ่ายเงินชดเชยมีการพัฒนาแล้ว และร้านยาสามารถได้รับเงินชดเชยภายใน 3 วัน รวมถึงช่วยแนะนำให้ร้านยาที่ต้องการเข้าร่วมโครงการสามารถผ่านเงื่อนไขการเข้าร่วมโครงการได้ ซึ่งก็ได้รับผลตอบรับที่ดีจากร้านยา มีร้านยาต้องการเข้าเริ่มโครงการเพิ่มขึ้นจากเดิมปีที่แล้วมีเพียงกว่า 1,000 แห่ง เพิ่มขึ้นมาเป็นกว่า 2,000 แห่งในปี 2567 นี้ ซึ่งคาดการณ์ว่าภายในปี 2568 จะมีร้านยาเข้าร่วมโครงการตามเป้าหมาย หรือใกล้เคียง 

รศ. (พิเศษ) ภก.กิตติ กล่าวต่อไปว่า ที่สภาเภสัชกรรมต้องการให้ร้านยาเข้าร่วมโครงการให้มากที่สุด เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงบริการรักษาอาการเจ็บป่วยเล็กน้อยได้ง่ายมากขึ้น เพราะข้อดีของร้านยาคือสามารถให้บริการในเวลาที่ประชาชนสะดวกได้ไม่จำเป็นต้องอยู่ในเวลาราชการ ซึ่งเมื่อมีร้านยาเข้าร่วมโครงการตามเป้าหมายแล้ว เป้าหมายต่อไปทางสภาเภสัชกรรมจะพยายามให้ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการกระจายตัวอยู่ในทุกพื้นที่ หากพบพื้นที่ขาดแคลนร้านยา ด้วยเหตุผลความคุ้มค่าในเชิงธุรกิจ ทางสภาฯ อาจมีกระบวนการเชิญชวนให้มีร้านยาเปิดบริการที่นั่นให้ได้

2

“ถ้าได้เป้าหมาย 5,000 ร้านแล้ว จะมาดูการกระจายอีกรอบหนึ่งว่า ร้านยาที่เข้าร่วมโครงการกระจายตามที่เราต้องการหรือยัง อย่างน้อยทุกอำเภอต้องมี และถ้าอำเภอครบแล้วในระดับตำบลสามารดูไปถึงตรงนั้นได้ไหม เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงได้ง่ายขึ้น” นายกสภาเภสัชกรรม กล่าว

รศ. (พิเศษ) ภก.กิตติ กล่าวว่า สำหรับความพร้อมในการดำเนินโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ระยะที่ 4 นั้น เชื่อว่ามีความพร้อมแล้ว เพราะมีประสบการณ์จากการดำเนินงานจาก 3 ระยะที่ผ่านมาก่อนหน้านี้ในระดับหนึ่ง อีกทั้งในเรื่องการอำนวยความสะดวกกับการเชื่อมต่อข้อมูลก็มีความชัดเจนมากขึ้น จึงคาดว่าไม่น่ามีปัญหาเพิ่มเติม และตอนนี้ทุกจังหวัดเองได้มีการชี้แจงทำความเข้าใจในระดับหนึ่งแล้ว ในส่วนสภาเภสัชกรรมเองก็ลงไปช่วยชี้แจงกับร้านยาเพื่อให้เกิดความเข้าใจว่าการเข้าร่วมโครงการไม่มีปัญหาอะไรแล้ว และโครงการฯ มีการอำนวยความสะดวกด้วยโปรแกรมสำเร็จ ที่จะเข้ามาช่วยร้านยาอย่างไรบ้าง