ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

นายกทันตแพทยสภา ชี้ “30 บาทรักษาทุกที่” ช่วย ปชช. เข้าถึงบริการทันตกรรมปฐมภูมิมากขึ้น - ลดความแออัดใน รพ. ใหญ่ เชื่อ บริการที่ให้คลินิกทันตกรรมทำได้เพียงพอแล้ว พร้อมเตือนทุก ‘คลินิกหมอฟัน’ อย่าให้ผู้ป่วยสวมสิทธิ์ เหตุผิดกฎหมาย


ผศ.ทพ.ดร.สุชิต พูลทอง นายกทันตแพทยสภา เปิดเผยกับ “The Coverage” ว่า โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว เป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างมาก เพราะเป็นการเพิ่มช่องทางให้กับประชาชนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง) ให้สามารถเข้าถึงการรักษาสุขภาพช่องปากเบื้องต้นได้สะดวกรวดเร็ว และทันตแพทย์จากคลินิกทันตกรรมเอกชนเองก็ได้มีส่วนร่วมในการช่วยเหลือประชาชนมากขึ้น อีกทั้งยังเป็นการแบ่งเบาภาระงานให้กับโรงพยาบาลใหญ่ เพื่อที่จะสามารถใช้เวลาและศักยภาพที่มีไปกับการรักษาที่มีความซับซ้อนได้อีกด้วย

ดังนั้น ถ้ามีคลินิกทันตกรรมเอกชนเข้าร่วมมากกว่านี้ ก็จะยิ่งช่วยให้การเข้าถึงการดูแลรักษาสุขภาพช่องปากของประชาชนเพิ่มมากขึ้นไปอีก โดยในส่วนนี้ทางทันตแพทยสภาก็มีการประชาสัมพันธ์ในส่วนข้อดีของการเข้าร่วมโครงการฯ เพื่อเชิญชวนคลินิกทันตกรรมเพิ่มขึ้นแล้ว เพราะเล็งเห็นว่าคลินิกทันตกรรมที่มีอยู่ยังไม่เพียงพอ และโรงพยาบาลรัฐที่สามารถให้การดูแลสุขภาพช่องปากได้ทุกรายการ ซึ่งหมายรวมถึงบริการที่มีความซับซ้อนมากกว่าการขูดหินปูน อุดฟัน ถอนฟัน ฯลฯ ก็ทำให้การดูแลรักษาประชาชนแต่ละคนอาจต้องใช้เวลานาน และอาจทำให้คนจำนวนไม่น้อยเข้าไม่ถึงบริการ

“แม้หมอฟันส่วนหนึ่งจะมีเสียงสะท้อนว่าค่าบริการที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) จ่ายชดเชยให้กับคลินิกทันตกรรมที่เข้าร่วมในโครงการฯ อาจไม่ได้มีอัตราเท่าค่าบริการในอัตราปกติที่มีการให้บริการ แต่การที่คลินิกทันตกรรมเอกชนต่างๆ เข้าร่วม เขามองว่าเป็นโอกาสคืนกำไรให้ประชาชน รวมถึงสร้างความคุ้นเคยกับประชาชนให้คลินิกที่พึ่งเปิดใหม่” ผศ.ทพ.ดร.สุชิต กล่าว

อย่างไรก็ดี ในการให้บริการภายใต้โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ก็ใช่ว่าจะไม่มีอุปสรรค เพราะจากข้อมูลการดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาพบว่าหลังคลินิกทันตกรรมเข้าร่วมโครงการฯ ได้ทำให้ภาระงานของทันตแพทย์ในคลินิกฯ เพิ่มขึ้นในแง่ของการจัดการข้อมูล เพราะทันตแพทยสภาจะใช้โอกาสนี้ในการสำรวจสุขภาพช่องปากผู้ป่วย รวมถึงประเมินว่าผู้ป่วยจำเป็นต้องรับบริการเคลือบฟลูออไรด์ด้วยหรือไม่ เพื่อให้การรักษาที่ถูกต้อง และตามความจำเป็น (สิทธิบัตรทองครอบคลุม)

รวมถึงจะต้องกรอกข้อมูลลงแบบประเมินความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุ (caries risk) เนื่องจากเป็นสิ่งที่ทันตแพทยสภากำหนดแนวทางให้ทางคลินิกทันตกรรมปฏิบัติ ซึ่งจะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการรักษาสุขภาพช่องปากที่เหมาะสมที่สุด ดังนั้นทันตแพทย์จึงละเลยไม่ได้

“อีกหนึ่งอุปสรรคคือ คลินิกส่วนใหญ่จะมี โปรแกรมการบันทึกการรักษาของเขาเอง แต่ของเราขอให้ใช้โปรแกรมชื่อ Dent Cloud เพื่อจะให้เป็น platform เดียวกันทั้งประเทศ สำหรับการบันทึกข้อมูลประวัติและการรักษา รวมทั้งการตรวจสอบเพื่อเบิกจ่าย เขาต้องมาเรียนรู้ใหม่ เหมือนเปลี่ยนโทรศัพท์แอนดรอยด์ มาเป็น ไอโฟน ก็ต้องเรียนรู้ใหม่ไม่ถนัดเขา

“ส่วนบริการที่คลินิกทันตกรรมที่เข้าร่วมโครงการสามารถทำได้ตามที่กำหนด เพียงพอกับการรักษาในระดับปฐมภูมิที่ประชาชนมีความต้องการแล้ว เพราะหากเป็นคนไข้ที่มีความยากในการรักษา จำเป็นต้องส่งต่อผู้ป่วยให้โรงพยาบาลรักษาต่อไป” ผศ.ทพ.ดร.สุชิต กล่าว

ผศ.ทพ.ดร.สุชิต กล่าวว่า ในส่วนความพร้อมของโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ในพื้นที่กรุงเทพมหานคร (กทม.) นั้น จากการเป็นพื้นที่ที่มีรายละเอียดเยอะและแตกต่างจากการดำเนินการในจังหวัดอื่นๆ ที่มีความราบรื่นกว่ามาก ทำให้ต้องใช้เวลาเตรียมการมากกว่าที่อื่นๆ เช่น กรณีอัตราการจ่ายชดเชยค่าบริการของ สปสช. ที่ถ้าจ่ายในอัตราเทียบเท่ากับที่คลินิกทันตกรรมในต่างจังหวัด ก็จะไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงของค่าใช้จ่ายของคลินิกทันตกรรมใน กทม. อีกทั้งในเรื่องความกังวลใจของคลินิกทันตกรรมกับการจ่ายเงินตามงานหัตถการที่ทำกับเวลาที่เขียนในข้อตกลง ทาง สปสช. ก็ทำให้ต้องสร้างความมั่นใจสำหรับปัญหาในส่วนนี้ก่อนจะเริ่มดำเนินการ

ผศ.ทพ.ดร.สุชิต ทิ้งท้ายไว้ว่า ทางทันตแพทยสภาอยากฝากเตือนคลินิกทันตกรรมเอกชนบางแห่ง เรื่องการสวมสิทธิ์ผู้ป่วย ไม่ว่าใช้สิทธิการรักษาไหนก็ตาม ที่ให้ญาติหรือคนใกล้ชิดใช้สิทธิการรักษาของตนเองแทน เพราะเป็นการกระทำที่ผิดกฎหมาย จึงอยากจะย้ำเตือนอย่ายอมให้ผู้ป่วยกระทำในส่วนนี้เด็ดขาด