ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

“เลขาฯ ชมรม นวก.สธ.” เผย นวก.สธ. ที่มีคุณสมบัติครบถ้วนในการเปลี่ยนตำแหน่งเป็น “นักสาธารณสุข” จำนวนไม่น้อย “ขอยกเลิก - ชะลอ” เหตุเงื่อนไขหลายส่วนกระทบความก้าวหน้า วอน สธ. - ก.พ. เร่งแก้ไข


ดร.ริซกี สาร๊ะ เลขาธิการชมรมนักวิชาการสาธารณสุข (ประเทศไทย) เปิดเผยกับ “The Coverage” ว่า ขณะนี้กลุ่มนักวิชาการสาธารณสุข ที่เป็นข้าราชการสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข (สป.สธ.) ในระดับปฏิบัติการ และระดับชำนาญการ ซึ่งมีคุณสมบัติครบถ้วนตรงตามหลักเกณฑ์ และพร้อมจะได้รับการเปลี่ยนย้ายสายงานให้เป็นนักสาธารณสุขนั้น มีจำนวนไม่น้อยที่ลังเล ขอยกเลิก หรือเลือกที่จะยังไม่ดำเนินการในตอนนี้ด้วยความรู้สึกตัดพ้อ เนื่องจากมีเงื่อนไขที่กระทบกับสิทธิและความก้าวหน้าทางวิชาชีพ จึงอยากให้ทาง สธ. เร่งดำเนินการแก้ไข โดยไม่อยากให้เกิดกระแสที่ว่าเหตุใดเงื่อนไขการเข้าสู่ตำแหน่งนักสาธารณสุขจึงเหมือนมีคนไม่อยากให้วิชาชีพนี้ก้าวหน้า

ทั้งนี้ สำหรับเงื่อนไขดังกล่าว มีอยู่ 3 ประเด็นหลักๆ ได้แก่ 1. นักวิชาการสาธารณสุขที่มีคุณสมบัติครบถ้วน และอยู่ในระดับปฏิบัติการจำนวนหนึ่งหลังเปลี่ยนตำแหน่งเป็นนักสาธารณสุขแล้ว ถ้าจะเลื่อนเป็นระดับชำนาญการอาจต้องนับอายุราชการใหม่ เพราะการเลื่อนระดับจะนับอายุราชการตั้งแต่ได้ใบประกอบวิชาชีพ ซึ่งบางคนอาจเป็นนักวิชาการสาธารณสุข ระดับปฏิบัติการมา 4 – 5 ปีแล้ว แต่พึ่งมาสอบและได้รับใบประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนไม่นานมานี้ ดังนั้นถ้าเปลี่ยนตำแหน่งเป็นนักสาธารณสุขในช่วงนี้ การจะเลื่อนเป็นระดับชำนาญการต้องปฏิบัติงานต่ออีก 4 – 5 ปีเพื่อดำเนินการขอเลื่อนระดับตำแหน่งใหม่

“จากข้อมูลนี้ ทางชมรมฯ ก็เลยแนะนำว่าใครที่กำลังเข้าสู่ระดับชำนาญการ หากห่วงเรื่องระยะเวลาเพื่อปรับเป็นชำนาญการ ก็ขอให้ชะลอการเปลี่ยนตำแหน่งเป็นนักสาธารณสุขก่อน หรือบางคนมีชื่อออกมาแล้วก็ขอยกเลิกไปก่อน เพื่อรอประเมินเป็นเป็นนักวิชาการสาธารณสุข ระดับชำนาญการก่อน หลังจากนั้นค่อยขอเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ เพราะไม่งั้นอาจต้องไปนับอายุราชการใหม่อีกหลายปี กลายเป็นเสียสิทธิตรงนี้ไป

“แต่ถ้า สธ. สามารถยกเว้นหลักเกณฑ์นี้ หรือที่เรียกว่าเกื้อกูลนับระยะเวลาในการเปลี่ยนตำแหน่งเป็นกรณีพิเศษในกรณีการเข้าสู่ตำแหน่งใหม่ที่เป็นวิชาชีพเฉพาะในครั้งแรก โดยการเกื้อกูลนับอายุราชการตั้งแต่เป็นนักวิชาการสาธารณสุขก็จะช่วยสร้างขวัญกำลังใจบุคลากรได้มากขึ้น ซึ่งทางชมรมฯ ได้ทำหนังสือหารือไปยัง รมว.สาธารณสุขแล้ว และกำลังรอความชัดเจนในประเด็นนี้อยู่” ดร.ริซกี กล่าว

เลขาธิการชมรมนักวิชาการสาธารณสุขฯ กล่าวต่อไปว่า 2. หนังสือสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ว.11/2562 ที่กำหนดให้สายงานนักวิชาการสาธารณสุขในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) เป็นสายงานที่เกี่ยวข้องกับบริการทางการแพทย์ และถูกตีความไม่ให้เปลี่ยนไปสู่สายงานอื่น เว้นแต่ต้องตอบเหตุผล ไปยัง ก.พ. 4 ข้อ ตามหนังสือ ว.11 ดังกล่าว

3. ตำแหน่งด้านการบริหาร ได้แก่ ผู้อำนวยการ รพ.สต. สาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) และ นักวิชาการสาธารณสุข ระดับชำนาญการพิเศษ ซึ่งทำให้ผู้ที่มีใบประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนในตำแหน่งเหล่านี้ ยังไม่สามารถเปลี่ยนย้ายสายงานไปเป็นนักสาธารณสุขได้ ในขณะที่วิชาชีพอื่น สามารถเข้าสู่ตำแหน่งบริหาร หรือเลื่อนไหลสู่ชำนาญการพิเศษได้เป็นปกติ  

“จริงๆ ตำแหน่งบริหารอย่าง ผู้อำนวยการ รพ.สต. ใน สธ. เหมือนเป็นตำแหน่งที่อุปโลกน์ขึ้นมาเพราะถึงแม้จะอยู่ในตำแหน่งบริหารก็จริง แต่ส่วนใหญก็จะอยู่ในระดับชำนาญการแทบทั้งประเทศ และจนถึงเกษียณส่วนใหญ่ก็ยังไม่สามารถปรับเป็นชำนาญการพิเศษได้ นอกจากนี้ตำแหน่ง สสอ. ก็ยังติดเงื่อนไขตำแหน่งบริหารดังกล่าวด้วย ทำให้นักวิชาการสาธารณสุข ที่หวังตำแหน่งบริหาร จึงชะลอการเข้าสู่ตำแหน่งก่อน ในขณะที่วิชาชีพอื่นๆ การปรับเปลี่ยนตำแหน่งเขาไม่ได้ติดเงื่อนไขอะไรขนาดนี้เลยคิดว่าทาง สธ. คงต้องหาทางช่วยในจุดนี้ด้วย

“เจ้าหน้าที่ รพ.สต เป็นคนกลุ่มใหญ่ที่เรียกร้อง พ.ร.บ.วิชาชีพมาตั้งแต่ต้น แต่กลับไม่สามารถเข้าสู่ตำแหน่งนักสาธารณสุขได้ วอน สธ. และ ก.พ. เร่งปลดล็อกเงื่อนไข ว.11 เพื่อเป็นขวัญกำลังใจให้คน รพ.สต. ที่สู้โควิดมาอย่างหนักจนประเทศไทยเอาชนะโควิดได้” ดร.ริซกี กล่าว  

ดร.ริซกี กล่าวอีกว่า ด้วยเงื่อนไขเหล่านี้ทำให้การเปลี่ยนย้ายสายงานเป็นนักสาธารณสุขในสังกัด สป.สธ. ทั้งรอบที่ 1 และ 2 ส่วนใหญ่ ผู้ที่จะเข้าสู่ตำแหน่ง คือคนที่ไม่พปัญหาหรือติดเงื่อนไขที่เกี่ยวข้องกับความก้าวหน้า เช่น นักวิชาการสาธารณสุขที่อยู่ในระดับปฏิบัติการ ที่ได้รับใบประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชนมานานแล้ว และนักวิชาการสาธารณสุขในระดับชำนาญการที่ไม่ได้อยู่ใน รพ.สต. และไม่ต้องการจะสมัครเป็นตำแหน่งบริหารใน รพ.สต. หรือ สสอ. หรือเลื่อนระดับเป็นชำนาญการพิเศษในเร็ววัน

“ฝากถึงกองบริหารทรัพยากรบุคคล สป.สธ. เร่งดำเนินการแก้ไขปลดล็อกเรื่องเงื่อนไข ว.11 และตำแหน่งทางบริหาร (ผู้อำนวยการ รพ.สต./สสอ.) ร่วมกับ ก.พ. เพื่อให้การเปลี่ยนย้ายสายงานเป็นนักสาธารณสุขในสังกัด สป.สธ. รอบต่อไป  ไม่ติดเงื่อนไขมากมายเช่นนี้อีก ซึ่งถือเป็นการลิดรอนสิทธิบุคลากรสาธารณสุข ไม่ให้เปลี่ยนย้ายสายงานเป็นวิชาชีพเฉพาะ ทั้งๆ ที่มี พ.ร.บ. วิชาชีพมาตรฐานวิชาชีพ การควบคุมจรรยาบรรณวิชาชีพ และการดำเนินงานต่างๆ ที่ไม่ต่างจากวิชาชีพอื่นๆ เลย

“ในส่วนทางเครือข่ายนักสาธารณสุขเองก็พยายามประสานไปยัง กองบริหารทรัพยากรบุคคล สป.สธ. และ ก.พ. ในการวิเคราะห์ข้อมูลร่วมกัน เพื่อให้เกิดการทำงานที่เร็วขึ้น และได้สะท้อนข้อมูลทางฝั่งของวิชาชีพสาธารณสุขชุมชนด้วย” ดร.ริซกี กล่าว 

ดร.ริซกี ทิ้งท้ายว่า นอกจากประเด็นที่อยากให้แก้ไขตามที่กล่าวมาแล้ว ยังมีอีกเรื่องที่อยากให้เร่งดำเนินเช่นกัน คือกรณีกลุ่มสายงานทั่วไป (จพ.) ซึ่งจบปริญญาตรี และมีใบประกอบวิชาชีพการสาธารณสุขชุมชน ที่ยังคงรอหลักเกณฑ์ และเงื่อนไขในการปรับสู่สายงานวิชาการ ในตำแหน่งนักสาธารณสุข จาก ก.พ. และ สธ. อยู่ จึงอยากให้ทั้ง 2 หน่วยงานพิจารณาหลักเกณฑ์การปรับสู่สายงานวิชาการของคนกลุ่มนี้อย่างเร่งด่วน โดยออกหลักเกณฑ์เทียบเคียงเช่นเดียวกับการปรับพยาบาลเทคนิคสู่พยาบาลวิชาชีพ หรือสายงานอื่นๆ ที่มีการปรับจากสายงานทั่วไป สู่สายงานวิชาการ