ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

นายแพทย์ สสจ.ร้อยเอ็ด เผย “นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ฯ” หลังผ่าน 6 เดือนเฟสแรก หน่วยบริการนวัตกรรมเกิดใหม่ต่อเนื่อง ชี้เป็นผลสำเร็จทำให้คลินิกเอกชนอยากร่วมวงมากขึ้น ยอมรับ รพ.จังหวัด มีผู้ป่วยเพิ่มขึ้น แต่ระบบเชื่อมข้อมูลช่วยร่นเวลา หมอตรวจได้เร็ว – คนไข้ไม่ต้องรอนานเหมือนเดิม 


ดร.นพ.สุรเดชช ชวะเดช นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดร้อยเอ็ด (สสจ.ร้อยเอ็ด) เปิดเผยกับ “The Coverage” ว่า จากการติดตามการดำเนินตามนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว มากว่า 6 เดือน ของ จ.ร้อยเอ็ด ซึ่งเป็น 1 ใน 4 จังหวัดแรกของประเทศที่ได้เริ่มดำเนินการ โดยคิกออฟไปเมื่อวันที่ 7 ม.ค. 2567 พบว่าประชาชนมีการเข้ารับบริการมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งเน้นไปที่หน่วยบริการนวัตกรรมทั้ง 7 หน่วยที่เป็นของภาคเอกชน โดยเฉพาะคลินิกการแพทย์แผนไทย และร้านยา 

อีกทั้งหน่วยบริการภาคเอกชนเหล่านี้ โดยเฉพาะร้านยา คลินิกทันตกรรม และคลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ ยังมีอัตราการสมัครเข้าร่วม และขอรับการขึ้นทะเบียนเป็นหน่วยบริการนวัตกรรมในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) เพื่อจะได้ให้บริการภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ฯ เพิ่มขึ้นอยู่ตลอดด้วย

"สิ่งนี้สะท้อนได้ว่า เป็นผลสำเร็จจากการที่หน่วยบริการนวัตกรรมได้เข้าร่วมให้บริการภายใต้นโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ฯ และได้บริการประชาชนสิทธิบัตรทอง ทำให้มีบุคลากรทางการแพทย์ ตัดสินใจเปิดหน่วยบริการ หรือคลินิก เพื่อเข้าร่วม ส่งผลให้ขณะนี้ จ.ร้อยเอ็ด มีหน่วยบริการนวัตกรรมที่ครอบคลุมกับความต้องการเข้าถึงบริการของประชาชนในทุกพื้นที่" นายแพทย์ สสจ.ร้อยเอ็ด ระบุ

ดร.นพ.สุรเดชช กล่าวต่อไปว่า ในส่วนประเด็นการลดความแออัดในโรงพยาบาลของรัฐ จากนโยบายนี้ ก็พบว่า  แม้จะมีบางกลุ่มงานในโรงพยาบาลของรัฐ ที่มีผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น แต่ก็ไม่ได้กระทบต่อการให้บริการ หรือทำให้ภาระงานของบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลของรัฐเพิ่มมากขึ้น เพราะด้วยการจัดระบบการบริการที่กลับยิ่งช่วยให้งานดูแลรักษาผู้ป่วยในโรงพยาบาลของรัฐ มีความราบรื่น และรวดเร็วมากกว่าเดิม 

"โรงพยาบาลของรัฐ โดยเฉพาะโรงพยาบาลจังหวัดจะมีคนไข้จำนวนมากทุกวันอยู่แล้ว อย่างที่โรงพยาบาลร้อยเอ็ด เฉลี่ยก็ต้องตรวจรักษาคนไข้กว่า 1,000 คนต่อวัน แต่ระบบการเชื่อมโยงข้อมูลของผู้ป่วยจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ที่มีระบบไม่ต้องใช้ใบส่งตัว มีระบบนัดหมายเข้ารับบริการ และมีระบบจัดส่งยาไปถึงบ้าน ที่คนไข้ชอบมาก เพราะทำให้ร่นเวลาการรับบริการ ที่จากเดิมอาจต้องมาโรงพยาบาลตลอดวัน ตรวจเสร็จแต่ก็ต้องรอยา นโยบายนี้ก็ทำให้กลับบ้านได้เร็วขึ้น ไม่ต้องรอคอยนานเหมือนเดิม ซึ่งก็ทำให้ระบบการบริการในโรงพยาบาลมันเร็วขึ้นด้วย" ดร.นพ.สุรเดชช กล่าว 

นายแพทย์ สสจ.ร้อยเอ็ด กล่าวอีกว่า ภาพรวมนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ในส่วนประชาชนที่เข้าถึงบริการถือว่าได้ผลอย่างดี ด้วย จ.ร้อยเอ็ด ที่มีประชากรราว 1.3 ล้านคน เป็นสิทธิบัตรทอง 30 บาทประมาณ 8-9 แสนคน ซึ่งก่อนเริ่มนโยบายนี้ประชาชนก็เข้าใจเกี่ยวกับสิทธิทางสุขภาพค่อนข้างดี ทำให้หลังจากคิกออฟไปแล้ว มีการประชาสัมพันธ์เพิ่มเติมในส่วนการเข้าไปรับบริการจากหน่วยบริการนวัตกรรมที่อยู่ใกล้ก่อน ก็ทำให้ประชาชนเลือกไปรับบริการตามสิทธิของตนเอง แต่ก็มีบางส่วนที่ยังเลือกไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่ แต่ก็ไม่มีผลกระทบต่อการบริการ 

"แต่สิ่งที่อยากให้มีการเพิ่มเติมจากนโยบายนี้ คือการเพิ่มเติมองค์ความรู้เกี่ยวกับการเข้าถึงบริการจากการใช้เทคโนโลยีต่างๆ โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงวัย เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการเข้ารับบริการสุขภาพด้วยตนเอง เพราะขณะนี้ต้องยอมรับว่า เรื่องสุขภาพกับเรื่องเทคโนโลยี กลายเป็นเป็นเรื่องเดียวกันแล้ว อย่างการนัดหมายพบแพทย์ การนัดหมายตรวจที่ห้องแล็บ หรือการไปรับยาที่ร้านยา ก็มีเรื่องเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง และทุกคนควรจะต้องรู้จัการใช้งานเพื่อรับบริการสุขภาพให้กับตัวเอง เพราะในอนาคต ทิศทางของระบบสุขภาพ จะมุ่งไปสู่การที่ประชาชนมีความรู้ด้านสุขภาพมากขึ้น รู้จักการดูแลสุขภาพตนเอง ซึ่งจะเป็นการลดการพึ่งพาหน่วยบริการต่อไป" นายแพทย์ สสจ.ร้อยเอ็ด กล่าวตอนท้าย