ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เวลาเป็นสิ่งมีค่าเสมอ โดยเฉพาะถ้าพูดถึงการฟื้นฟูสมรรถภาพระยะกลาง (IMC) ให้กับผู้ป่วยที่พึ่งผ่านพ้นภาวะวิกฤต และยังมีอาการบกพร่องทางร่างกายบางส่วนด้วยแล้ว เวลาใน 6 เดือนแรกนั้น สำคัญจนทางการแพทย์เรียกได้ว่าเป็นช่วงเวลาทองคำ (Golden Period) เลยทีเดียว 

เพราะหากได้รับการฟื้นฟูสมรรถทางร่างกายโดยนักกายภาพบำบัดอย่างต่อเนื่องภายในช่วงเวลาดังกล่าว จะช่วยลดความพิการ ภาวะทุพพลภาพ หรือการต้องกลายผู้ป่วยติดเตียงได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด

ทว่า โรงพยาบาลรัฐที่มีศักยภาพให้บริการดังกล่าวได้ มักจะอยู่โรงพยาบาลระดับจังหวัด ซึ่งมักอยู่ห่างไกลที่อยู่อาศัยของประชาชนในบางพื้นที่ และแม้จะไปถึงโรงพยาบาลก็อาจจะต้องรอคิวนาน เพราะจำนวนผู้ป่วยมีค่อนข้างมาก สวนทางกับปริมาณบุคลากรที่สามารถให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพได้

ดังนั้น “คลินิกกายภาพบำบัด” ภายใต้โครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ที่สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ร่วมกับ สภากายภาพบำบัด ในการชักชวนคลินิกกายภาพบำบัดเอกชน ให้มาเข้าร่วมเป็นเครือข่ายการให้บริการในระบบ ด้วยความหวังว่าจะทำให้ผู้ป่วยที่ต้องได้รับการฟื้นฟูสมรรถภาพทางร่างกายเข้าถึงบริการสะดวกขึ้น จึงมีส่วนสำคัญอย่างมากในการเข้ามาถมช่องว่างของระบบริการสุขภาพที่เกิดขึ้น 

1

แต่นั่นเป็นเพียงความคาดหวังของที่ต้องการให้เกิดขึ้น ความเป็นจริงบรรลุเป้าหมายขนาดไหน “The Coverage” ถือโอกาสของการครบ 6 เดือนนับจากวันแรกของการคิกออฟเฟสที่ 1 ของ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ พูดคุยกับ ศ.ดร.กภ.ประวิตร เจนวรรธนะกุล นายกสภากายภาพบำบัด เพื่อให้เขาสะท้อนภาพการดำเนินงานของคลินิกกายภาพบำบัดที่ผ่านมาว่าผลที่ได้เป็นอย่างไร รวมถึงภาพอนาคตที่อยากให้คลินิกฯ ไปถึง

‘กายภาพบำบัดที่บ้าน’ ช่วยลดเหลื่อมล้ำเข้าถึงบริการ 

ศ.ดร.กภ.ประวิตร เริ่มอธิบายว่า ปัจจุบันสิทธิประโยชน์ที่ผู้ป่วยระยะกลางสามารถรับบริการจากคลินิกกายภาพบำบัดได้จะครอบคลุมใน 4 กลุ่มโรค คือ 1. ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมอง (Stroke) 2. ผู้ป่วยสมองได้รับบาดเจ็บจากอุบัติเหตุ (Traumatic brain injury) 3. ผู้ป่วยไขสันหลังได้รับบาดเจ็บ (Spinal cord injury) และ4. ผู้ป่วยภาวะกระดูกสะโพกหักจากภยันตรายชนิดไม่รุนแรง (Fragility fracture hip)

2

“ภายใน 6 เดือนแรกเรียกว่า Golden Period คือช่วงที่ร่างกายมีการฟื้นฟูที่ดีที่สุด ซึ่งหากได้รับกายภาพบำบัดในช่วงกรอบเวลานี้จะดีอย่างมาก กับการเคลื่อนไหวร่างกายที่จะกลับมา ซึ่งภายใน 6 เดือนนี้ทาง สปสช. ให้สิทธิทำกายภาพบำบัดได้ 20 ครั้ง การที่คลินิกกายภาพบำบัดมีบริการกายภาพบำบัดให้ผู้ป่วยติดเตียงที่บ้าน เป็นประโยชน์กับผู้ป่วยอย่างมาก” นายกสภากายภาพบำบัด กล่าว

รวมถึงไม่ใช่เพียงแค่สามารถไปรับบริการได้ที่คลินิกกายภาพบำบัดเท่านั้น กรณีที่ไม่สะดวกเดินทางไปยังคลินิกฯ ยังสามารถให้นักกายภาพบำบัดจากคลินิกฯ เดินทางไปให้บริการกายภาพบำบัดผู้ป่วยถึงพักอาศัยได้อีกด้วย ซึ่งจุดนี้มีความสำคัญอย่างมาก เพราะมีส่วนช่วยลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงบริการฟื้นฟูสมรรถภาพด้านการแพทย์ด้วย เนื่องจากผู้ป่วยใน 4 กลุ่มโรคเหล่านี้ผู้ป่วยมักเกือบจะอยู่ในภาวะติดเตียงทำให้ประสบปัญหาการเดินทาง 

นอกจากนี้ ทางสภากายภาพบำบัดยังพบอีกว่า ผู้ป่วยใน 4 กลุ่มโรคเหล่านี้ คือกลุ่มผู้ที่ทำอาชีพหาเช้ากินค่ำ เมื่อพวกเขาป่วยใน 4 กลุ่มโรคเหล่านี้ พวกเขามักถูกละทิ้งให้อยู่ที่พักอาศัยตามลำพังจำนวนมาก เนื่องจากปัญหาที่ญาติไม่สามารถพาผู้ป่วยไปรักษาได้ เพราะต้องทำงานหารายได้จุนเจือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน รวมถึงค่ารักษาพยาบาลของผู้ป่วย เมื่อไม่มีญาติพาไปรักษา ผู้ป่วยก็ไม่สามารถเดินทางไปรักษาได้ด้วยตนเองเช่นกันแม้อยู่ใกล้แค่ไหนก็ตาม เพราะการเดินทางไม่สามารถทำได้ด้วยตนเอง และมีค่าใช้จ่ายจำนวนมาก 

“ดังนั้นการที่เรามีคลินิกกายภาพบำบัดให้บริการที่บ้านได้ เป็นเรื่องที่ดีอย่างมาก อีกทั้งทาง สปสช.รับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ให้ โดยเฉพาะเป็นประโยชน์กับคนรากหญ้า หาเช้ากินค่ำที่มีปัญหาอยู่ จึงเป็นเรื่องที่สำคัญที่สุดของคลินิกกายภาพบำบัด เพราะสามารถช่วยประชาชนกลุ่มได้ เนื่องจากเมื่อเป็น 4 โรคนี้แล้วจะไม่สามารถเดินทางได้สะดวก ค่าใช้จ่ายในการเดินทางก็สูง ผู้ป่วยก็จะอยู่แต่ที่บ้านและกลายเป็นว่าอาการลามไปถึงภาวะพิการถาวรได้ จึงอยากจะชี้ว่าการบริการในส่วนนี้ของนักกายภาพบำบัดเป็นประโยชน์ และ มีส่วนช่วยเหลือประชาชนที่เดือดร้อนได้มาก” ศ.ดร.กภ.ประวิตร กล่าว

ศ.ดร.กภ.ประวิตร บอกอีกว่า ไม่เพียงเท่านั้น ขณะนี้การเข้าถึงคลินิกกายภาพบำบัดของผู้ป่วยเองก็สามารถเข้าถึงได้สะดวกมากขึ้นไปอีก เพราะช่วงที่ผ่านมา สปสช. มีการประกาศให้ผู้ป่วยสามารถลงทะเบียนและรับบริการที่คลินิกฯ ที่เข้าร่วมโครงการ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ได้เลย ไม่ต้องใช้ใบส่งตัวจากโรงพยาบาล 

ตั้งเป้าดึง ‘คลินิกกายภาพฯ’ ร่วมในระบบ 500 แห่ง 

ปัจจุบันทั่วประเทศมีคลินิกกายภาพบำบัดลงทะเบียนกับ กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) อยู่ประมาณ 850 แห่ง อยู่ในกรุงเทพมหานคร (กทม.) ประมาณ 250 แห่ง และจังหวัดอื่นๆ 600 แห่ง 

3

ส่วนคลินิกฯ ที่ลงทะเบียนกับ สปสช. เพื่อเข้าร่วมเป็นหน่วยบริการนวัตกรรมมีทั้งหมด 215 แห่ง หรือ 1 ใน 4 ของจำนวนทั้งหมด กระนั้น ศ.ดร.กภ.ประวิตร บอกว่ายังไม่เพียงพอต่อความต้องการ และทางสภากายภาพบำบัด ได้ตั้งเป้าหมายไว้ว่าควรมีคลินิกกายภาพบำบัดเข้าร่วมประมาณโครงการนี้ 500 แห่งจึงจะเพียงพอกับผู้ป่วยภายในประเทศ

ฉะนั้น เพื่อให้คลินิกกายภาพบำบัดเอกชนเข้าร่วมโครงการตามเป้าหมาย ทางสภากายภาพบำบัดจึงมีการประชาสัมพันธ์ผ่านคณะกรรมการเครือข่ายวิชาชีพกายภาพบำบัด ซึ่งเป็นผู้แทนนักกายภาพบำบัดในแต่ละเขตสุขภาพที่มาร่วมประชุม ในการฝากประชาสัมพันธ์ไปสู่คลินิกกายภาพบำบัดในพื้นที่ พร้อมกับการเชิญชวนให้คลินิกกายภาพบำบัดเอกชนในพื้นที่เข้าร่วมโครงการ

อนาคตถ้าผลตอบรับดี เล็งเสนอเพิ่มสิทธิประโยชน์ 

ในส่วนทิศทางอนาคต นายกสภากายภาพบำบัด บอกว่า หากพบว่าบริการในคลินิกกายภาพบำบัด มีผลตอบรับที่ดีจากประชาชน อาจมีข้อเสนอให้ทาง สปสช. ปรับเพิ่มสิทธิประโยชน์รักษากายภาพบำบัดในกลุ่มอื่นอีก 2 กลุ่มคือ 1. กลุ่มของผู้ที่มีปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ และ 2. กลุ่มผู้สูงอายุ

สำหรับรายละเอียด ศ.ดร.กภ.ประวิตร กล่าวว่า 1. กลุ่มของผู้ที่มีปัญหาทางระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ คือผู้ป่วยที่มีอาการปวดคอ ปวดหลัง ปวดเข่า หรืออาจจะมีภาวะไหล่ติด เป็นกลุ่มผู้ป่วยที่ได้พบมากและเข้ารับบริการที่สถานพยาบาลเพื่อทำกายภาพบำบัดจำนวนมาก ถ้าคลินิกกายภาพบำบัดเอกชน หรือคลินิกกายภาพบำบัดที่เข้าร่วมโครงการฯ สามารถดูแลผู้ป่วยกลุ่มนี้ได้ จะช่วยลดความแออัดภายในโรงพยาบาล และ มีส่วนช่วยเหลือประชาชนได้
 
ส่วน 2. กลุ่มผู้สูงอายุ อันเนื่องมาจากสังคมสูงวัยโดยมีผู้สูงอายุสัดส่วนมากกว่า 20% ของประชากร โดยผู้สูงอายุเองต้องการการดูแลสุขภาพมากกว่าวัยอื่น และปัญหาของผู้สูงวัยคือภาวะพลัดตกหกล้มซึ่งจะตามมาด้วยปัญหามากมาย หากผู้สูงวัยได้รับการกายภาพบำบัดจะมีส่วนช่วยลดปัญหาภาวะส่วนต่างๆของร่างกายเสื่อมลงได้ ทำให้ลดอุบัติเหตุหกล้มและจะมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นเพิ่มเติม

ศ.ดร.กภ.ประวิตร กล่าวในช่วงท้ายว่า สำหรับโครงการ 30 รักษาทุกที่ฯ ในเฟส 4 ทางสภากายภาพบำบัดมีความพร้อมในการเดินหน้าโครงการ รวมถึงมีการประชาสัมพันธ์ร่วมกับ สปสช. อย่างต่อเนื่องให้กับสมาชิกที่มีคลินิกกายภาพบำบัด ได้ทราบถึงสิทธิประโยชน์ที่ผู้ป่วยจะได้รับ ซึ่งจะมีส่วนช่วยเหลือด้านค่ารักษาพยาบาลให้ผู้ป่วยได้ รวมถึงยังมีการประชาสัมพันธ์ในเรื่องค่าเบิกจ่ายที่ทาง สปสช. มีความพยายามชดเชยค่ารักษาภายใน 3 วันทำการ เพื่อไม่ให้เป็นภาระของคลินิกฯ ด้วย

“สุดท้ายนี้ผมอยากฝากถึงคลินิกกายภาพบำบัดว่า ถึงแม้ได้รับค่าบริการที่ไม่มาก แต่คิดว่าการที่คลินิกฯ ได้มีโอกาสขยายฐานผู้รับบริการในพื้นที่ของตนเองเป็นโอกาสที่ดี รวมทั้งเป็นโอกาสที่ดีที่จะได้ดูแลผู้ป่วยที่จำเป็นต้องทำกายภาพบำบัดอย่างมาก เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีอีกครั้ง หากว่าการดูแลผู้ป่วยระยะกลางประสบความสำเร็จก็จะเป็นจุดก้าวกระโดดให้ สปสช. พิจารณาขยายสิทธิประโยชน์ครอบคลุมการรับบริการในคลินิกการภาพบำบัดให้เพิ่มเติมไปอีก” ศ.ดร.กภ.ประวิตร กล่าว