ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

เมื่อช่วงที่ผ่านมา ‘ประพันธ์ ใยบุญมี’ สาธารณสุขอำเภอสองพี่น้อง (สสอ.สองพี่น้อง) จ.สุพรรณบุรี ในฐานะประธานชมรมสาธารณสุขแห่งประเทศไทย ได้เข้าพบกับ สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สาธารณสุข (สธ.) พร้อมกับยื่นหนังสือเพื่อหารือถึงการพัฒนาสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) บนเป้าหมายเรียบง่ายแต่มีความสำคัญ คือ การช่วยให้ สสอ. สามารถดำเนินงานด้านการแพทย์ และการสาธารณสุขให้กับประชาชนในแต่ละอำเภอได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

ภายหลังการถ่ายโอนภารกิจโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) และสถานีอนามัยเฉลิมพระเกียรติ 60 พรรษา นวมินทราชินี (สอน.) ให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) ที่ได้กลับมาเริ่มเดินหน้าเมื่อ 2 ปีที่แล้ว (2565) ได้สร้างความเปลี่ยนกับระบบสุขภาพปฐมภูมิ และส่งผลกระทบโดยตรงกับ สสอ. ทั่วประเทศที่พื้นที่นั้นๆ มีการถ่ายโอน

ในรายละเอียดข้อหารือดังกล่าว ขมวดเป็นประเด็นใหญ่ 4 ข้อที่ สธ. ควรต้องพิจารณาปรับปรุงแก้ไข โดยประกอบด้วย 1. โครงสร้างบทบาทหน้าที่ 2. กรอบอัตรากำลัง 3. งบประมาณสนับสนุน และ 4. ให้บริหารตำแหน่งว่าง รองรับบุคลากรถ่ายโอน รพ.สต. ที่ขอโอนย้ายกลับ 

ไม่นานมานี้ “The Coverage” มีโอกาสได้เจอกับ ประพันธ์ จึงได้พูดคุยกับเขาถึงการเข้าพบกับ รมว.สธ. ในประเด็นดังกล่าว พร้อมกับขอให้พาเราลงลึกถึงข้อกังวล ปัญหา และข้อเสนอที่เป็นทางออก จากมุมมองของชมรมสาธารณสุขฯ 

สธ. ต้องกระชับโครงสร้าง-กำหนดบทบาทให้ชัด 

"ท่าน (สมศักดิ์ เทพสุทิน รมว.สธ.) ก็รับเรื่องไป แล้วก็คงส่งต่อให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้กับคณะทำงานของท่านได้จัดการพิจารณาต่อ แต่ทั้งนี้อย่างน้อยที่สุดก็เห็นว่าท่านให้ความสำคัญกับบุคลากรที่ไมได้ถ่ายโอน" ประพันธ์ เปิดบทสนทนา ด้วยการให้ภาพความคืบหน้าจากการพบ รมว.สาธารณสุข ในครั้งนั้น 

1

ก่อนจะขยายความถึง 4 ข้อหารือดังกล่าวว่า สิ่งเหล่านั้นเกิดจากการที่ ชมรมสาธารณสุขฯ ได้ร่วมกันวิเคราะห์และศึกษาผลกระทบต่อระบบสุขภาพปฐมภูมิ และบุคลากรด้านสาธารณสุขหลังมีการถ่ายโอน รพ.สต. ให้ อบจ. ก่อนเห็นร่วมกันว่าต้องได้รับการแก้ไขจากระดับนโยบาย 

ประพันธ์ อธิบายยกตัวอย่างว่า อย่างเรื่องของโครงสร้างและบทบาทหน้าที่ของ สสอ. หลังการถ่ายโอน จากการที่มีการลงพื้นที่ไปพบ สสอ. บางอำเภอ ที่ไม่ได้ถ่ายโอนไปทั้งหมด ก็พบว่ามีเจ้าหน้าที่ ซึ่งแต่เดิมเคยทำงานบริการสุขภาพปฐมภูมิกับ รพ.สต. แต่เมื่อ รพ.สต. ถ่ายโอนไปแต่บุคลากรไม่ได้ต้องการถ่ายโอนไปด้วย ก็ต้องมานั่งทำงานที่ สสอ. ทว่า ยังไม่มีการกำหนดหน้าที่ในโครงสร้างใหม่เพื่อให้ไปทำงานในด้านใด หรือไปทำงานในหน่วยบริการที่ใด หรือแม้แต่การกำกับติดตามการทำงานก็ยังไม่ชัดเจนเช่นกัน 

ขณะเดียวกันการให้บริการในพื้นที่บางด้านทาง สสอ. ก็มีบุคลากรไม่เพียงพอสำหรับดำเนินการสนับสนุน เช่นการสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรค (P&P) เชิงรุกตามนโยบายของ สธ. เพราะบุคลากรด้านสาธารณสุขบางส่วนในพื้นที่มีการถ่ายโอนไป อบจ.แล้ว ซึ่ง อบจ. อาจให้ รพ.สต. ในสังกัด ทำงานสร้างเสริมสุขภาพและป้องกันโรคที่สอดรับนโยบาย สธ. หรือจะทำตามนโยบายที่เห็นสมควรในพื้นที่ของตัวเองก็ได้ ซึ่งหาก อบจ. ไม่เอาด้วย ปัญหานี้ก็ส่งผลมาถึงตัวชี้วัดนโยบายของ สธ. ที่ทำไม่ได้ผล เพราะกำลังคนไม่พอ

"แต่เดิมบุคลากรกลุ่มนี้ก็ทำงานอยู่ใน รพ.สต. แต่เมื่อมีการถ่ายโอน รพ.สต. ให้ อบจ. แต่ไม่ได้สมัครใจถ่ายโอนไปด้วย บุคลากรที่ไม่ได้ถ่ายโอนก็จะมาอยู่ที่ สสอ. ที่เป็นต้นสังกัด ก็ทำให้ สสอ. มีบุคลากรเพิ่มขึ้น แต่เราก็ไม่ได้ทำงานเพราะยังไม่มีโครงสร้างการร่วมมือกันทำงานอย่างชัดเจนเหมือนก่อน ที่จะเป็นในรูปแบบคณะกรรมการควบคุมโรค ที่หากเกิดกรณีโรคระบาด หรือโรคติดต่อ ก็จะได้ร่วมกันจัดการในระดับอำเภอ แต่หลังการถ่ายโอนเหมือนกับต่างคนต่างทำ เราจึงอยากให้ สธ. ได้กระชับโครงสร้างและกำหนดบทบาที่ชัดเจนของ สสอ. ให้มีส่วนร่วมในการจัดการด้านสุขภาพในพื้นที่ให้มากกว่านี้" เขาเน้น

ประพันธ์ บอกว่า ทุกวันนี้ระบบบริการสุขภาพปฐมภูมิแต่ละอำเภอ จะมีความแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งปัจจัยก็มาจากการถ่ายโอน รพ.สต. เพราะบางอำเภอมีการถ่ายโอนไปทั้งหมดก็ทำให้การบริการสุขภาพไปในทิศทางเดียวกันตามนโยบายของท้องถิ่น หรือขับเคลื่อนตามนโยบายจากส่วนกลางได้ แต่บางอำเภอไม่ได้ถ่ายโอน หรือถ่ายโอนบางส่วน การบริการสุขภาพปฐมภูมิก็จะต่างไป เพราะส่วนที่ถ่ายโอนไป อบจ. ก็ต้องดำเนินการตามนโยบายของท้องถิ่น ส่วนที่ไม่ได้ถ่ายโอนไป ก็ไม่ได้มีการกำหนดภารกิจ 
    
"ผมเสนอว่าต้องมาวางบทบาทให้ชัดเจนกับ รพ.สต. ที่ไม่ได้ถ่ายโอน และบุคลากรที่มาอยู่กับ สสอ. ว่าจะให้จัดการอย่างไร หรือให้มีบทบาทโครงสร้างการทำงานที่ชัดเจน ซึ่งขึ้นอยู่กับ สธ. ว่าจะเอาอย่างไรต่อ เพราะตอนนี้ถ่ายโอนกันมาแล้ว 2 ปี ให้ อบจ. ไปแล้วกว่า 46% ซึ่งก็น่าจะเป็นระยะเวลาเพียงพอที่จะมีการประเมินและวางระบบโครงสร้างของ สสอ. ที่ชัดเจนได้แล้ว" ประพันธ์ ย้ำอีกรอบ 

เสนอตั้ง ‘คกก.สุขภาพอำเภอ’ ที่มี กม. รองรับ 

อีกสิ่งหนึ่งที่ประพันธ์ เผยว่าได้เสนอให้กับ รมว.สมศักดิ์ และสธ. พิจารณาด้วยก็คือ การมีคณะกรรมการสุขภาพระดับอำเภอ หรือบอร์ดสุขภาพประจำอำเภอ ที่มีกฎหมายรองรับ โดยเฉพาะกับกรณีที่นโยบายจากส่วนกลางต้องการขับเคลื่อนงานด้านสาธารณสุขจากระดับชุมชน อำเภอ ไปสู่ระดับประเทศให้มีประสิทธิภาพและเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ซึ่งก็ต้องเป็นรูปแบบคณะกรรมการจากหน่วยงานในพื้นที่ ทั้งภาครัฐ เอกชน ประชาชน ได้เข้ามาร่วมกันทำงาน และแน่นอนว่าต้องเป็นโครงสร้างที่กำหนดบทบาทชัดเจน มีกำลังคน และมีงบประมาณมาสนับสนุนการดำเนินงาน 

เขาบอกต่อไปว่า ภารกิจของ สสอ. ยังคงเดิม ในการกำกับดูแลการให้บริการสุขภาพปฐมภูมิ แต่หากมีกรณีที่เกิดโรคระบาด หรือโรคติดต่อระบาดขึ้นมาในพื้นที่ เขาชวนตั้งคำถามว่าจะจัดการกันอย่างไร หรือมีโครงสร้างรูปแบบการทำงานร่วมกันอย่างไร เพราะเมื่อมีเหตุการณ์สุขภาพในพื้นที่เกิดขึ้น หน่วยบริการในพื้นที่อย่าง รพ.สต. จะเป็นกลไกหลักในการป้องกันโรค แต่บางส่วนไปอยู่กับ อบจ. ซึ่งเป็นท้องถิ่น แล้ว อบจ. อาจมีนโยบายอีกแบบที่ไม่สอดรับกับนโยบายควบคุมโรคจาก สธ. หรือส่วนกลาง ที่อาจมีผลกระทบต่อภาพรวมบริหารจัดการโรคในระดับพื้นที่ได้ 

"แต่หากเราต้องการสร้างระบบสุขภาพระดับอำเภอให้มีความเข้มแข็งมากขึ้น ในสถานการณ์การถ่ายโอน รพ.สต. ที่ยังเดินหน้าอยู่ ก็อาจถึงเวลาแล้วหรือไม่ ที่เราอาจต้องมีคณะกรรมการระดับอำเภอขึ้นมาอีกชุดหนึ่ง เพื่อทำงานบูรณาการกับทุกหน่วยงานในพื้นที่ ให้เข้ามาบริหารจัดการด้านสุขภาพระดับอำเภอ" ประพันธ์ สรุปรวบยอดเพื่อย้ำถึงทางออก

อย่างไรก็ตาม ประพันธ์กล่าวตลอดบทสนทนาไม่น้อยกว่า 5 ครั้งว่า ไม่ใช่ว่าไม่เห็นด้วยกับการถ่ายโอนรพ.สต. ให้ อบจ. หากแต่การถ่ายโอนเกิดขึ้นแล้วกว่า 2 ปี รพ.สต. หลายพันแห่งออกจาก สธ. ไปอยู่กับท้องถิ่นทั่วประเทศ ก็ถึงเวลาแล้วที่ สธ. ควรจะต้องประเมินผลว่าการถ่ายโอนดีหรือไม่ดีในทุกมิติ ทั้งในด้านบริการ และด้านบุคลากร 

“การถ่ายโอน รพ.สต. ให้ อบจ. นั้น ชมรมสาธารณสุขฯ ไม่ได้ขัดขวาง หรือไม่เห็นด้วย เพราะเป็นไปตามกฎหมายและประชาชนได้ประโยชน์ แต่ช่องโหว่หรือผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการถ่ายโอน ไปยังบุคลากรในสังกัดกลุ่มอื่นๆ หรือกระทบกับการบริหารจัดการในระดับพื้นที่ ผู้บริหาร สธ. ที่กำหนดนโยบาย ก็ต้องเข้ามาจัดการทำให้เกิดความชัดเจน โดยเฉพาะภารกิจด้านสุขภาพปฐมภูมิ ที่ทำงานเป็นเครือข่ายกันอยู่ ก็ต้องให้มีโครงสร้างการทำงานร่วมกันที่ชัดเจน

"ประชาชนได้ประโยชน์จากการถ่ายโอน รพ.สต. และสังคมก็มองว่าการกระจายอำนาจในการบริการสุขภาพปฐมภูมิ ที่เป็นหน่วยบริการใกล้ชิดชุมชนอย่าง รพ.สต. ไปอยู่กับ อบจ. ที่ทำหน้าที่ดูแลความเป็นอยู่ ทุกข์สุขคุณภาพชีวิตของประชาชน ก็น่าจะดีกว่าให้ สธ. จัดการ เพราะ อบจ. จะได้เข้ามาบริหารจัดการ และจัดระบบบริการสุขภาพให้กับคนในชุมชน ผ่าน รพ.สต. ที่รับการถ่ายโอนมา เนื่องจากพวกเขา (อบจ.) มีทั้งเงินงบประมาณ มีทั้งคน มีทั้งตำแหน่งความก้าวหน้าให้กับบุคลากร และยังมีความเข้าอกเข้าใจ ใกล้ชิดกับชุมชนเป็นอย่างดี เพราะเขาคือตัวแทนของชาวบ้าน เป็นนักการเมืองที่เข้ามาบริหารจัดการความเป็นอยู่ให้ประชาชน

"แต่ผ่านพ้นไปกว่า 2 ปี มีรพ.สต.ถ่ายโอนไปแล้วกว่า 46% หรือคิดเป็นเกือบๆ 5,000 แห่งทั่วประเทศ จากทั้งหมดเกือบหมื่นแห่ง มีบุคลากรบางคนที่แฮปปี้ เพราะไปแล้วดีกว่าเดิม แต่ก็มีอีกไม่น้อยไม่มาก ที่ไปแล้วไม่แฮปปี้ อยากขอกลับมาเหมือนเดิม รวมไปถึงยังมีผลกระทบเกี่ยวกับโครงสร้างหน้าที่ของ สสอ. จะทับซ้อน และซ้ำซ้อนกับภารกิจของท้องถิ่นด้วยหรือไม่ ชมรมสาธารณสุขฯ จึงมองว่าถึงเวลาแล้วที่ผู้บริหารต้องจัดการ แต่จะเอากันอย่างไรก็สุดแล้วแต่ แต่หากปล่อยไปก็จะไม่ดีต่อการบริการสุขภาพของประชาชน และกระทบกับขวัญกำลังใจบุคลากรของ สธ." ประพันธ์ กล่าว 

ขอย้ายกลับเป็นเรื่องยาก แต่ สธ. ก็ต้องจัดการ 

พอพูดมาถึงเรื่องมีความสุขกับการถ่ายโอน รพ.สต. ของบุคลากร ประพันธ์ ประธานชมรมสาธารณสุขฯ บอกว่าก็ไม่ใช่ทั้งหมดที่ถ่ายโอนไปแล้วจะมีความสุข เพราะจากการติดตามดูความเป็นอยู่ของบุคลากร ก็พบว่า หากไม่มีความสุข จะมีอยู่ 2 เรื่องที่เป็นสาเหตุ คือ เงิน และ งาน 
    
เขาเล่าว่า ในการถ่ายโอนนั้น คนที่ได้ประโยชน์จะเป็นบุคลากรที่อาวุโส และได้เงินเดือนน้อยจากสังกัดเดิม แต่เมื่อย้ายไปอยู่กับ อบจ. ก็ได้ปรับเพิ่มเงินเดือน แต่คนที่เสียประโยชน์ คือ บุคลากรที่จบใหม่ ที่เป็นน้องๆ นักสาธารณสุข เพราะแต่เดิมเมื่อสังกัด สธ. ได้รับการปรับเงินเดือนแบบเป็นเปอร์เซ็นต์ แต่ย้ายไปอยู่ อบจ. จะได้ปรับแบบขั้น ซึ่งก็ทำให้เสียประโยชน์ ได้ไม่เท่าเดิม 

"หรือบางคน ก็ไปเจอกับหน้างานที่แตกต่างกันออกไป เพราะแต่เดิมจะรับนโยบายจากส่วนกลางแล้วไปขับเคลื่อนสุขภาพปฐมภูมิในชุมชน แต่เมื่อย้ายมาอยู่กับ อบจ. ก็อาจต้องทำตามนโยบายของผู้บริหาร ก็อาจทำให้ไม่คุ้นชินกับการทำงาน และกลายเป็นว่าไม่มีความสุข ก็ขอกลับมากันอยู่ตลอด อย่างที่ อ.สองพี่น้อง ของผม ก็ร้องขอกลับมาประมาณ 10 คน" ประธานชมรมนักสาธารณสุขฯ ยกตัวอย่างเสริม

ประพันธ์ บอกว่า การที่บุคลากรถ่ายโอนไปแล้วขอย้ายกลับ แม้จะมีจำนวนไม่มากนักประมาณกว่า 500 คน แต่ก็เป็นเรื่องสำคัญ ที่อยากให้ สธ. ได้พิจารณาจัดการหาตำแหน่งว่างเพื่อให้บุคลากรเหล่านี้ได้กลับมา สธ. และจะเป็นกำลังหลักของ สธ. ในการขับเคลื่อนเพื่อตอบโจทย์นโยบายด้านสาธารณสุขได้ 

2

"ผมเสนอไปว่า ใน สธ. ที่มีหลายกรม หลายส่วนงาน หากเป็นไปได้ให้นำตำแหน่งแต่ละกรม มาเกลี่ยให้มีตำแหน่งว่างสำหรับรองรับบุคลากรที่ขอโอนย้ายกลับมา ทั้งนี้ก็เพื่อให้เขามีตำแหน่งและมีหน้าที่ทำงานได้เลย เพราะบุคลากรเหล่านี้เป็นคนมีความสามารถ และเชี่ยวชาญในด้านสาธารณสุขของพื้นที่ ก็จะทำให้ สธ. ที่ขาดคนอยู่แล้ว ได้มีกำลังไปขับเคลื่อน

"แต่บอกอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่ารณรงค์ หรือป่าวประกาศให้พากันย้ายกลับนะ แต่อย่างน้อยถ้ามีแนวทางหรือมาตรการที่ได้ช่วยพวกเขา ที่แม้ไปแล้วหากไม่โอเค ก็จะได้อุ่นใจว่ามีที่รองรับกลับมา แต่ผมเข้าใจนะว่าปัญหาคือมันไม่มีตำแหน่ง เพราะถ่ายโอนเราให้ไปทั้งคนทั้งตำแหน่ง พอจะกลับ ก็กลับได้แต่คน แต่ตำแหน่งอยู่กับ อบจ. สธ. เลยทำงานยาก เพราะผู้บริหารก็กลัวว่าจัดการอะไรไปอาจกระทบถ่ายโอน" ประธานชมรมสาธารณสุขฯ กล่าว 

แบ่งงบ กปท. ให้ คกก.สุขภาพระดับอำเภอ 

ประพันธ์ บอกว่า ชมรมสาธารณสุขฯ เป็นอีกหนึ่งองค์กรที่ช่วยส่งเสริมระบบสุขภาพปฐมภูมิให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด บนงบประมาณที่ให้กับ สสอ. ซึ่งมีอยู่อย่างจำกัด แม้กระนั้น ก็พยายามอย่างสูงที่จะขับเคลื่อนให้ได้ตามตัวชี้วัดในแต่ละนโยบายของ สธ. ให้ได้ตามเกณฑ์อย่างมีประสิทธิภาพดีที่สุด 

รวมไปถึงการกำกับติดตามหน่วยบริการ ในการให้บริการสุขภาพตามนโยบายของ สธ. และบริการตามชุดสิทธิประโยชน์จากสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ที่ให้กับคนไทย โดยเฉพาะกับการสร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค ที่ต้องขยับให้ได้ตามตัวชี้วัดนโยบาย 
    
อย่างไรก็ตาม หลายต่อหลายครั้งที่ สสอ. พยายามจะทำงาน แต่เมื่อเจออุปสรรคปัญหาที่เห็นแล้วว่าไปได้ไม่ถึงเป้า และต้องการกำลังเสริม ก็ไปพบว่าไม่มีงบประมาณมาให้บริหารจัดการได้เลย ซึ่งกลายเป็นปัญหาที่ สสอ. ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ในหลายเรื่อง 
    
"ระบบบริการสุขภาพ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับแค่หน่วยบริการอย่างเดียว หรือเราต้องไปเร่งให้หน่วยบริการ บริการให้มากขึ้นอย่างเดียว แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นมันต้องมีการบริหารจัดการ เข้าไปแก้ไข ไม่ใช่แค่ สสอ. ลงไปกำกับติดตามแล้วจบเรื่อง" ประพันธ์ ให้ความเห็น 
    
กระนั้น เขาเสนอว่า หากเป็นไปได้อยากให้มีการจัดสรร หรือแบ่งปันงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวประชากร ที่ สปสช. ให้กับหน่วยบริการเพื่อดูแลรักษาประชาชน ไปให้กับคณะทำงานในรูปแบบคณะกรรมการสุขภาพระดับอำเภอ ที่มีกฎหมายรองรับ เพื่อให้เป็นงบประมาณสำหรับบริหารจัดการปัญหาสด้านสาธารณสุขในพื้นที่อย่างเป็นระบบ และหนุนเสริมกับหน่วยบริการให้มีประสิทธิภาพดีมากขึ้น 
    
แม้แต่เงินใน กองทุนหลักประกันสุขภาพท้องถิ่น (กปท.) ที่ สปสช. และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ที่มีทั้งองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) หรือ เทศบาล ได้สมทบสนับสนุนงบประมาณนี้ร่วมกัน เพื่อใช้สำหรับสร้างเสริมสุขภาพให้กับประชาชนในพื้นที่ผ่านการบริหารจัดการของ อปท. แต่ว่ากันตามจริง การใช้งบประมาณส่วนนี้เป็นความสมัครใจของ อปท. หลายแห่งก็ไม่ได้สนใจทำ ก็ทำให้เป็นเงินค้างท่อที่ไม่เกิดการนำไปใช้ประโยชน์ 

"เป็นไปได้หรือไม่ ที่จะให้งบประมาณส่วนนี้ถูกจัดสรรมาให้กับคณะทำงานในรูปแบบคณะกรรมการสุขภาพระดับอำเภออย่างที่ผมบอก โดยให้มีกฎหมายรองรับ มีโครงสร้างการกำหนดบทบาทหน้าที่ชัดเจน และให้ใช้งบประมาณ กปท. ที่ผมเชื่อว่าค้างท่ออยู่หลักพันล้าน มาบริหารจัดการและช่วยสร้างเสริมสุขภาพให้กับประชาชน เพราะหาก อปท.ที่ไม่เอาไปทำ ก็ทำให้ประชาชนในพื้นที่เสียโอกาสที่จะได้สุขภาพที่ดี แต่สุดท้ายก็ต้องอยู่ที่ผู้บริหาร อยู่ที่ฝ่ายนโยบายจะเอาอย่างไรกันต่อไป" ประพันธ์ ทิ้งท้าย