ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

“ผมได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคไวรัสตับอักเสบซีเมื่อ 4 ปีที่แล้ว” แบค อดีตเจ้าหน้าที่ห้องปฏิบัติการจากโรงพยาบาลแห่งหนึ่งในประเทศเวียดนาม อายุ 60 ปี เล่าผ่านวงเสวนาขนาดย่อม ภายในงาน APAC–IRIDS (Asia Pacific International Roche Infectious Diseases Symposium) 2567 ที่จัดขึ้นในประเทศเวียดนาม โดย “The Coverage” ได้รับเกียรติอย่างสูงให้ร่วมสังเกตการณ์การประชุมทางการแพทย์ ภายใต้การสร้างความตระหนักรู้ ร่วมกัน ‘หยุดไวรัสตับอักเสบภายในปี 2573’ ครั้งนี้ด้วย

แบค บอกว่าการตรวจพบไวรัสตับอักเสบซี เป็นสิ่งที่ทำให้เขาประหลาดใจมาก เพราะที่ผ่านมาเขามีสุขภาพที่ดีมาโดยตลอด และที่สำคัญตัวเขา ‘ไม่มีอาการ’ อะไรที่บ่งบอกถึงความผิดปกติที่เกิดขึ้นเลย ที่สำคัญไปมากกว่านั้น เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเชื้อดังกล่าวเข้าสู่ร่างกายได้อย่างไร

“ผมเป็นไข้อยู่ประมาณ 2 สัปดาห์ แม้จะรู้สึกดีขึ้น แต่อาการไข้ก็ยังคงอยู่” แบคเล่าถึงอาการในขณะนั้น และบอกต่อไปว่าเมื่อได้ปรึกษาเพื่อนร่วมงานแล้ว พวกเขาแนะนำให้เข้ารับการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบ และผลก็ออกมาว่าเขาติดเชื้อ

อย่างไรก็ดี เมื่อทราบผลการวินิจฉัย แบคไม่รอช้าที่จะเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่องอยู่หลายปี และตอนนี้เขายินดีที่จะบอกทุกคนว่า เขา ‘หาย’ จากการเป็นผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบซีแล้ว เช่นเดียวกับตับของเขาที่เริ่มฟื้นตัวจากการคุมคามของเชื้อไวรัส ทว่าก็ยังจำเป็นต้องเข้ารับการตรวจสุขภาพอยู่เป็นประจำ รวมไปถึงตรวจหาระดับโมเลกุลสำหรับไวรัสตับอักเสบบี และซี มากไปกว่านั้นยังต้องตรวจเพื่อตรวจหาโรคที่อาจจะเกี่ยวของกับมะเร็งตับอีกด้วย

1

สำหรับเรื่องการรักษา เขาบอกในวงเสวนาว่าได้รับการสนับสนุนการรักษาพยาบาลจากบริษัทที่เขาทำงาน โดยไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายในการรักษาเอง

“หลายปีก่อน ค่ารักษาโรคไวรัสตับอักเสบซี โดยเฉพาะการรักษาแบบตรวจตรงเป้านั้นแพงมาก ผมไม่มีทางจ่ายเองไหว แต่หลังจากได้ฟังข้อมูลจากแพทย์ และได้รับการสนับสนุนจากครอบครัว ผมก็พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เข้าถึงการรักษา” แบค ย้อนความทรงจำ

กระนั้น แม้ว่าบริษัทของเขาจะสนับสนุนค่าใช้จ่ายให้ตลอดการรักษา รวมถึงตอนนี้รัฐบาลก็ได้มีการเข้ามาดูแลค่าบริการทางการแพทย์ให้ แต่ตัวเขาก็ยังต้องจ่ายค่า HBV TEST (การตรวจปริมาณไวรัส) เองอยู่ครั้งละ 2 ล้านดองเวียนดนาม หรือประมาณกว่า 2,800 บาทไทย ซึ่งแบค ต้องอาศัยการตรวจในลักษณะนี้ประมาณทุกๆ 3 - 6 เดือน ยกเว้นการตรวจหาเชื้อ 1 ครั้งในชีวิตเท่านั้นที่รัฐบาลเป็นผู้สนับสนุน

“ผมมองว่าการตรวจหาไวรัสตับอักเสบในระยะแรกๆ มีความสำคัญอย่างมากต่อการลดการระบาด หวังว่าในอนาคตจะมีการคัดกรองที่เร็วขึ้น ช่วยให้คนไข้หรือหมอเข้าถึงได้ง่ายขึ้น รวมถึงการลดค่าคัดกรอง หรือมีการกระตุ้นให้ผู้ป่วยเข้ารับการตรวจหาเชื้อ เพื่อการวินิจฉัย การรักษา ให้ได้ผลลัพธ์ดีกว่า” แบค ระบุ

คนเวียดนาม 7.8 ล้านคน ป่วย ‘ไวรัสตับอักเสบบี’

นพ.เหงียน วัน วินห์ เชา ประธานสมาคมโรคติดต่อ ประเทศเวียดนาม ให้ภาพว่า ประชากรชาวเวียดนามประมาณ 7.8 ล้านคน ป่วยด้วยโรคไวรัสตับอักเสบบี ในจำนวนนี้ทำให้ประชากรเวียดนามราว 8 หมื่นรายต้องป่วยด้วยโรคมะเร็งตับ และมีผู้เสียชีวิตราว 4 หมื่นคนต่อปี

เขายังบอกว่าสิ่งที่น่ากลัวไปกว่านั้น คือ ผู้ป่วยโรคไวรัสตับอักเสบจำนวนมาก ‘ไม่ทราบว่าตัวเองติดเชื้อ’ ทำให้ไม่ได้รับการรักษา ซึ่งในปัจจุบัน การตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีในเวียดนามนั้น ยังมักอาศัยอาการทางคลินิกของโรคตับระยะสุดท้าย

1

“ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีเรื้อรัง ได้รับการวินิจฉัยเพียง 10 - 20% และมีผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาเพียงแค่ 30% ของผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยเท่านั้น” นพ.เหงียน วัน วินห์ เชา ให้ภาพ

เขาจึงมองว่า การจะกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบ ‘จำเป็นต้องเปลี่ยน’ จากการตรวจหาเชื้อไวรัสตับอักเสบบีตามคลินิก เป็นการ ‘ตรวจผ่านชุมชน’ หรือตรวจเชิงรุก ซึ่งก็ไม่ใช้เพียงแค่โรคไวรัสตับอักเสบเท่านั้น แต่ยังหมายถึงวัณโรค มะเร็งปากมดลูก ฯลฯ ที่ต้องอาศัยชุมชนเช่นกัน เพื่อให้การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย ทำได้ครอบคลุมมากขึ้น

‘ไทย’ เริ่มเอาจริง ฉีดวัคซีนป้องกันให้เด็กแรกเกิด 99% 

ภายในงานมีการเผยแพร่ยุทธศาสตร์การกำจัดโรคไวรัสตับอักเสบจากหลากหลายประเทศ ซึ่งประเทศไทยก็เป็นหนึ่งในนั้น โดยในงานระบุว่า ประเทศไทยมีจำนวน ‘ความชุกของผู้ติดติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี’ ราว 4.75 - 5.28% ของประชากร โดยมีอัตราการเสียชีวิตอยู่ที่ 18.9% ต่อประชากร 1 แสนคน ในขณะที่ ‘ความชุกโรคไวรัสตับอักเสบซี’ จะอยู่ที่ 1.23% ของประชากร และมีอัตราการเสียชีวิต 13.6% ต่อประชากร 1 แสนคน

มากไปกว่านั้น จากข้อมูลในปี 2564 เด็กเกิดใหม่ (New Born) ได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีครอบคลุม 99% ของจำนวนเด็กเกิดใหม่ทั้งหมด พร้อมกันนั้นประเทศไทยยังมีนโยบายสอดคล้องกับ ‘นโยบายยุติเชื้อไวรัสตับอักเสบ’ ประกอบด้วย 1. การคัดกรองไวรัสตับอักเสบบีในหญิงตั้งครรภ์ 2. ผู้ป่วยไม่ต้องร่วมจ่ายการในการตรวจหา HBsAg และ Anti-HCV และไม่ต้องร่วมจ่ายในการรักษา เป็นต้น

‘ไวรัสตับอักเสบ’ ศัตรูเงียบของไทย-ทั่วโลก 

ศ.นพ.ทวีศักดิ์ แทนวันดี หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ระบุเอาไว้ภายในงานเดียวกันว่า สิ่งที่ต้องยอมรับคือไวรัสตับอักเสบเป็นศัตรูเงียบของไทย และทั่วโลก ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่าแสนคนต่อปีในประเทศไทย และกว่าล้านคนทั่วโลก นั่นจึงเป็นที่มาว่าทำไมองค์การอนามัยโลก (WHO) ถึงมีการทำงานเฉพาะด้านไวรัสตับอักเสบ และมี ‘วันตับอักเสบโลก’ ในทุกวันที่ 28 ก.ค. ของทุกปีเพื่อสร้างการตระหนักรู้

“ประเทศไทยมีผู้ติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีประมาณ 3% ของประชากร หมายความว่าประชากรประมาณ 70 ล้านคน จะมีคนที่เป็นโรคไวรัสตับอีกเสบบีประมาณ 2 - 3 ล้านรายเป็นอย่างน้อย ส่วนไวรัสตับอักเสบซี มีผู้ติดเชื้อประมาณ 0.4% ซึ่งก็คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อประมาณ 2 - 3 แสนราย” ศ.นพ.ทวีศักดิ์ ให้ภาพ

มากไปกว่านั้น อีกหนึ่งความน่ากลัวของโรคไวรัสตับอักเสบคือ แม้ว่า ‘ตับ’ จะถูกทำลายลงกว่า 80% ของพื้นที่ทั้งหมด แต่ผู้ป่วยไวรัสตับอีกเสบบี และซีจะ ‘ไม่มีอาการ’ กระทั่งการเจาะเลือดก็ไม่อาจบอกได้ว่าตับถูกทำลายไปแล้ว 80% ของพื้นที่ เพราะตับเป็นอวัยวะที่พิเศษ สามารถทำงานต่อไปได้แม้จะเหลืออยู่เพียง 20% เท่านั้น

2

“ต่อให้มีก้อนในตับ 5 - 10 เซนติเมตรก็ไม่มีอาการ เพราะตับไม่ได้มีอวัยวะที่จะแสดงให้เกิดความเจ็บปวด จนกว่าจะโดนผิวของแคปซูล หรือเชื้อกินเนื้อตับจนเหลือพื้นที่สำรองน้อยแล้ว ตอนนั้นถึงจะมีอาการ” ผู้เชี่ยวชาญโรคระบบทางเดินอาหาร และตับ กล่าว

ฉะนั้นผู้ป่วยจะรู้สึกก็ต่อเมื่อมีอาการตับเสื่อม เข้าข่ายโรค ‘ตับแข็ง’ และ ‘มะเร็งตับ’ หรืออีกไม่กี่เดือนจะเสียชีวิตลง ซึ่งผู้ป่วยจะเสียชีวิตก่อนวัยอันควร เนื่องจากตับเสื่อมลง

ศ.นพ.ทวีศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า ด้วยการคุกคามสุขภาพประชาชนของโรคไวรัสตับอักเสบ และจากการพูดคุยกับกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ก็ได้ข้อสรุปว่า ‘ประเทศไทยจะไม่รอให้ใครมีอาการตับอักเสบจากไวรัส’ ด้วยการ ‘คัดกรองประชากรทุกคนที่เข้าเกณฑ์’ นั้นก็คือประชากรที่เกิดก่อนปี 2535

สาเหตุที่ต้องคัดกรองในกลุ่มผู้ที่เกิดก่อนปีนั้น เพราะปีเป็น ‘ปีแรก’ ที่ประเทศไทยเริ่มฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบีให้ ‘ทารกแรกเกิดทุกราย’ ทำให้ผู้ที่เกิดหลังปีดังกล่าวมีโอกาสติดเชื้อน้อยลงอย่างมีนัยสำคัญ เช่นเดียวกับไวรัสตับอักเสบซี ที่ในอดีตจะติดผ่านการให้เลือด แต่ภายหลังมีการตรวจคัดกรองเลือดที่เข้มข้นขึ้นกว่าที่ผ่านมา

คัดกรองโดยใช้ ‘ปีเกิด’ จะทำให้ผู้ป่วย ‘ไม่รู้สึกแบ่งแยก’

ฉะนั้น การจะยุติภายเงียบทางสุขภาพของคนไทยนั่นคือการ ‘คัดกรอง’ ผู้ที่มีความเสี่ยง แต่ก็ตามมาด้วยความยากอีกหนึ่งอย่าง ก็คือการถูกตีตรา (Stigma) ของผู้ติดเชื้อ ฉะนั้นการกำหนดว่าผู้ที่เกิดก่อนปี 2535 ควรได้รับการคัดกรอง 1 ครั้งในชีวิต จึงดีที่สุด เพราะจะช่วยลดความรู้สึกของการถูกแบ่งแยก มากไปกว่านั้นยังทำให้การทำงานของเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานง่ายขึ้นอีกด้วย

ศ.นพ.ทวีศักดิ์ ระบุว่า การคัดกรองในขณะนี้ง่ายขึ้นกว่าเดิมมาก หากเทียบกับการคัดกรองในอดีต เพราะที่ผ่านมาต้องอาศัยการเจาะเลือด เพื่อนำส่งห้องปฏิบัติการ แต่ในปัจจุบันสามารถทำได้เพียงเจาะเลือดปลายนิ้ว ทำให้การคัดกรองสามารถทำที่ไหนก็ได้ ตั้งแต่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) หรือโรงพยาบาลชุมชน

“ในอดีตต้องเจาะตรวจเลือด ค่าตรวจหาไวรัสตับอักเสบบี หรือซี อยู่ที่ 700 - 800 บาท แต่การคัดกรองปลายนิ้วใช้งบประมาณไม่ถึง 50 บาท ตรวจที่ไหนก็ได้ ออกหน่วยตามชุมชน ตามหมู่บ้านก็ได้” ศ.นพ.ทวีศักดิ์ ระบุ

ไม่เพียงเท่านั้น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เองก็มีแอปพลิเคชัน ‘เป๋าตัง’ ในหมวด ‘กระเป๋าสุขภาพ’ หรือ ‘Health Wallet’ ที่เปิดโอกาสให้คนไทยทุกคนทุกสิทธิที่เข้าเกณฑ์สามารถเข้ารับการคัดกรองได้ฟรี 1 ครั้งในชีวิต และสำหรับกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ติดเชื้อเอชไอวี หรือเอดส์ ผู้ใช้ยาเสพติดด้วยวิธีฉีด กลุ่มชายมีเพศสัมพันธ์กับชาย ผู้ต้องขัง และบุคลากรทางการแพทย์สามารถคัดกรองได้ฟรีปีละ 1 ครั้งอีกด้วย

อย่างไรก็ตาม คนที่เข้ารับการคัดกรองก็ยังมีจำนวนไม่มาก ซึ่ง ศ.นพ.ทวีศักดิ์ มองว่าเหตุผลอาจจะมาจากความไม่ตระหนัก ฉะนั้นสิ่งที่ สธ. พยายามทำไปมากกว่านั้นคือ ‘การคัดกรองเชิงรุก’ ผ่านการลงพื้นที่ของ รพ.สต. และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ที่มีพื้นที่รับผิดชอบเล็ก และสามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้เร็ว

ทว่า แม้ประเทศไทยจะมีการผลักดันนโยบายเพื่อแก้มาปัญหามานาน แต่ก็เพิ่งจะเริ่มจริงจังในปี 2567 ซึ่งหากอิงตามเป้าหมายการยุติโรคไวรัสตับอักเสบภายในปี 2573 ศ.นพ.ทวีศักดิ์ บอกว่า ต้องมีการคัดกรองให้เกิน 90% ของผู้ป่วย และรักษาให้ได้เกิน 80% ของผู้ป่วยที่ต้องได้รับการรักษา นำไปสู่การลดอัตราการเสียชีวิตของผู้ป่วยโรคตับอักเสบเรื้อรังให้เกิน 65% ของผู้ป่วย

“เราหวังว่าเราจะทำได้ และส่วนตัวเชื่อว่าเราทำได้ เพราะเรามีโครงสร้างสาธารณสุขที่ดี เรามี รพ.สต. เรามี อสม. เรามีโรงพยาบาลชุมชน เรามีเครือข่ายอยู่เยอะ” ศ.นพ.ทวีศักดิ์ กล่าว