ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ในวันที่ราคาหุ้นตก บิทคอยน์และทองคำมูลค่าผันผวน สถานการณ์สงครามทางการค้าสั่นสะเทือนตลาด และการเปลี่ยนผ่านอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี กำลังนำพาผู้คนยุคใหม่มาสู่ความรู้สึกไม่ปลอดภัย และไม่มั่นคง หรือที่เรียกว่า “VUCA World” ซึ่งย่อมาจากคำ 4 คำ อันประกอบด้วย Volatility (ความไม่แน่นอน) Uncertainty (ความไม่มั่นใจ) Complexity (ความซับซ้อน) และ Ambiguity (ความคลุมเครือ) ขณะเดียวกันก็อาจทำให้เกิดสภาวะความเศร้าเสียใจแบบฉับพลัน หรือความรู้สึกร่วงหล่นภายในจิตใจด้วยเช่นกัน

สำหรับหลายๆ คน การรับมือกับสภาวะทางจิตใจเหล่านี้อาจเป็นเรื่องที่ไม่ยากนัก และอาจมองว่าเป็นเรื่องทั่วไปที่มนุษย์ที่ต้องพบเจอ แต่สำหรับบางคนอาจเป็นความยากเย็นในการก้าวผ่าน และดำดิ่งไปกับการสูญเสียเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน จนอาจนำมาสู่ สภาวะการเป็นโรคซึมเศร้า (Depression) โรควิตกกังวล (anxiety) โรคนอนไม่หลับ (insomnia) ฯลฯ หรือกระทั่งความรู้สึกไม่อยากจะมีชีวิตอยู่ และตัดสินใจเลือกทางออกด้วยการจบชีวิตตนเอง

การทำความเข้าใจประเด็นที่กล่าวมานี้อย่างตรงไปตรงมา จึงอาจนำมาซึ่งการเรียนรู้วิธีการที่จะรับมือ ต่อความรู้สึกร่วงหล่น และความเสียใจแบบเฉียบพลันในวันที่โลกผันผวน หรือการเผชิญกับ VUCA World ได้

ศ.สรวิศ ชัยนาม อาจารย์ประจำภาควิชาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ผู้เขียนหนังสือ เมื่อโลกซึมเศร้า: Mark Fisher โลกสัจนิยมแบบทุน และลัดดาแลนด์ ได้เคยกล่าวไว้ผ่านบทสัมภาษณ์กับสื่อออนไลน์อย่าง The Momentum ตอนหนี่งว่า ปัญหาสุขภาพไม่ใช่แค่เรื่องของปัจเจก แต่ปัญหาสุขภาพเป็นเรื่องของสังคมที่โยงใยเข้ากับระบบเศรษฐกิจการเมือง ภาพแรกคือสุขภาพเป็นเรื่องของสังคมแน่ๆ ไม่ใช่เรื่องของปัจเจก ไม่ใช่เรื่องของใครของมัน

สถานการณ์สังคมที่กำลังเกิดการแข่งขันอย่างรุนแรงในโลกทุนนิยม ซึ่งมาพร้อมกับการไหล่บ่าของเทคโนโลยีที่เข้ามาอย่างรวดเร็ว ทำให้เราทุกคนกำลังอยู่ในยุคการเปลี่ยนผ่านนวัตกรรมที่จะส่งผลกระทบต่อโลก ในรูปแบบใหม่ๆ จนทำให้มนุษย์ต้องปรับตัวเองในอัตราเร่ง เพื่อให้ตนเองสามารถยืนหยัดอยู่ในสนามแข่งขันอันเชี่ยวกรากนี้

สิ่งเหล่านี้กำลังสะท้อนว่าการแข่งขันในโลกทุนนิยมกำลังค่อยๆ ส่งผลเล็กๆ ต่อสุขภาพจิตแก่ปัจเจกบุคล และอาจกลายเป็นประเด็นที่ใหญ่มากขึ้นในอนาคตอันใกล้

ดังเช่นกรณีผู้บริโภคที่ซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) แบรนด์หนึ่ง และได้ออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมในช่วงที่ผ่านมา ภายหลังแบรนด์ดังกล่าวประกาศปรับลดราคารถยนต์รุ่นเดียวกันกับที่ซื้อลงอย่างมาก ภายในระยะเวลาไม่นานนับจากวันที่เขาซื้อ จนทำให้มูลค่าของรถลดฮวบ ซึ่งนักวิเคราะห์ ระบุว่า การปรับลดนี้เป็นส่วนหนึ่งของสงครามลดราคาระหว่างแบรนด์ เพื่อครองความเป็นเจ้าตลาดของวงการรถยนต์ EV

หนึ่งในผู้บริโภคที่ได้รับผลกระทบกับเหตุการณ์ดังกล่าว บอกว่า “ขับรถได้อาทิตย์เดียว เหมือนเอาเงินเกือบ 9 หมื่นโยนทิ้งไปเลย”

ในแง่หนึ่ง การแข่งขันที่ว่านี้ย่อมทำให้ผู้บริโภคสามารถเข้าถึงสินค้าได้ในราคาไม่แพง แต่ในทางตรงกันข้าม ก็ทำให้สินค้าที่ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ มีมูลค่าที่ลดลงอย่างรวดเร็ว จากรถคันใหม่ป้ายแดง กลายเป็นรถมือสองราคาถูก หาได้ตามท้องตลาดทั่วไป ภายในระยะเวลาอันสั้น ทำให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบจากกรณีดังกล่าวยอมรับว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ส่งผลกระทบต่อจิตใจ

“รู้สึกทุกข์ใจและรู้สึกช็อก ทั้งยังถูกมองว่าเป็นคนโง่ในสังคม ถูกเย้ยหยันว่าโง่ เหมือนโดนหลอกให้ซื้อ บางคนที่โดนแบบเดียวกัน เขาก็รู้สึกเครียด และนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้ว” ผู้บริโภครายหนึ่งกล่าว

อีกเหตุการณ์ที่สะท้อนเห็นถึงได้ชัดก็คือกรณีทนายออกมาประท้วงธนาคารชื่อดัง โดยเผยว่าโดนแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกให้โอนเงินไปกว่า 1.1 ล้านบาท ซึ่งเป็นเงินที่เก็บออมมาทั้งชีวิต และหวังจะใช้ชีวิตในบั้นปลายด้วยเงินก้อนนี้ จึงต้องการให้ธนาคารรับผิดชอบต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น พร้อมโอดครวญว่า “ตอนนี้ชีวิตผมหมดสิ้นทุกอย่างแล้ว ไม่มีแม้แต่เงินกินข้าว ไม่อยากอยู่แล้ว อยากตาย”

ทว่า ภาวะการได้รับผลกระทบทางจิตใจเหล่านี้ แม้จะอาจทำให้สุขภาพจิตไม่ดี แต่ ผศ.นพ.ภุชงค์ เหล่ารุจิสวัสดิ์ อาจารย์ประจำภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย บอกกับ “The Coverage” ว่า ยังไม่ถือว่าเป็นโรคทางจิตเวช และไม่ใช่ความเจ็บไข้ได้ป่วย แต่เป็นสภาวะจิตที่เกิดขึ้นได้ ไม่ว่ากับใครก็ตาม

ผศ.นพ.ภุชงค์ ยังได้ขยายความเพิ่มเติมในประเด็นนี้ว่า เนื่องจากความเครียดหรือความทุกข์ที่เกิดจากภาวะเหล่านี้ เรายังสามารถที่จะรับมือ หรือบริหารจัดการแก้ไขปัญหาตามโจทย์ หรือเงื่อนไขชีวิตของแต่ละคนที่กำลังพบเจอ ณ ขณะนั้น รวมไปถึงภูมิคุ้นกันทางสังคม เช่น ครอบครัว เพื่อน คนรัก คนใกล้ตัว ฯลฯ ที่สามารถช่วยเหลือเยียวยา หรือบรรเทาความเสียใจเบื้องต้นได้

อย่างไรก็ตาม หากสภาวะที่ตนกำลังเผชิญ ยังไม่สามารถเยียวยาให้หายไปได้ แม้เหตุการณ์ความเสียใจเหล่านั้น จะผ่านมาระยะเวลาหนึ่งแล้ว และมีท่าทีจะนำไปสู่ภาวะอื่นๆ เช่น มีอาการนอนไม่หลับ รู้สึกวิตกกังวลตลอดเวลา หรือเริ่มมีความคิดที่อยากจะแก้ปัญหาด้วยการจบชีวิตตนเอง หากคนใกล้ตัว หรือตนเองสามารถจับสังเกตได้ถึงพฤติกรรมที่กล่าวมาข้างต้นได้ สามารถที่จะเข้าพบจิตแพทย์ เพื่อเข้าสู่กระบวนการรักษาตามอาการต่อไป

“หรือบางคน อาจไม่มีเครือข่ายทางสังคมในการช่วยเหลือ รวมไปถึงคนใกล้ชิดหรือครอบครัวนั่นแหละ คือต้นเหตุของความเครียดเสียเอง ก็สามารถเข้ามาพบแพทย์ได้ และช่วยกันหาลู่ทางในการแก้ไขต่อไป” อาจารย์ภุชงค์ กล่าวทิ้งท้าย