ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

สิ่งที่เกิดขึ้นจากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว ปฏิเสธไม่ได้ว่า ประชาชนสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สิทธิบัตรทอง 30 บาท) ได้ใช้ประโยชน์จากนโยบายนี้ ชนิดที่เห็นผลอย่างชัดเจน

พระเอกของนโยบาย คือ หน่วยบริการนวัตกรรม ทั้ง 7 บริการ ซึ่งเป็นหน่วยบริการจากภาคเอกชนใน 7 วิชาชีพ ทั้งคลินิกเวชกรรม คลินิกการพยาบาลและการผดุงครรภ์ คลินิกทันตกรรม คลินิกเทคนิคการแพทย์ (ห้องแล็บ) คลินิกกายภาพบำบัด คลินิกการแพทย์แผนไทย และร้านยาคุณภาพ ที่เข้ามาเป็นหน่วยบริการในระบบของสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้บริการกับคนไทยสิทธิบัตรทอง 30 บาทในนโยบาย

หน่วยบริการนวัตกรรมที่กระจายตัวอยู่ในทุกจังหวัด ทุกอำเภอ หรือบางแห่งก็มีในทุกตำบล กลายเป็นทางเลือกแรกที่ประชาชนสิทธิบัตรทอง ที่เจ็บไข้ได้ป่วยจะได้เข้ารับการรักษาในเบื้องต้น ถ้าหากดีขึ้น หายแล้วก็จบกันไป แต่ถ้าไม่ดีขึ้น ถึงจะส่งต่อไปรักษาตัวในโรงพยาบาลที่ใหญ่กว่า ทั้งโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป หรือแม้แต่โรงพยาบาลในสังกัดมหาวิทยาลัย หรือที่เรียกกันว่า โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์

การเข้าถึงบริการกว่า 2.5 ล้านครั้ง กับสิทธิบัตรทองที่ไปใช้บริการกว่า 1.6 ล้านคนในรอบ 6 เดือน เป็นตัวเลขที่ยืนยันความสำเร็จเบื้องต้นของนโยบายนี้ได้อย่างดี เพราะสิ่งนี้คือตัวสะท้อนว่า ผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเข้าถึงบริการจากหน่วยบริการนวัตกรรม ที่เป็นหัวใจของนโยบายนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กระนั้นก็ตาม ช่องโหว่ของนโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ก็ยังมีให้เห็น ซึ่งเป็นช่องโหว่ที่บุคลากรทางการแพทย์ อย่าง 'ศ.นพ.สมศักดิ์ เทียมเก่า' ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศรีนครินทร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ที่ได้สะท้อนมาถึงความกังวลต่อระบบบริการสุขภาพในประเทศจากนโยบายนี้ และเป็นเรื่องสำคัญพอควรที่รัฐจะต้องจัดการ โดยเฉพาะกับการสร้างความเข้าใจให้กับประชาชนว่า นโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ซึ่งคำว่า 'ทุกที่' หมายถึงการไปคลินิกเอกชน ที่เป็นหน่วยบริการจากเอกชนเหล่านี้ เพื่อให้ดูแลรักษาก่อน หาใช่ว่าถือบัตรประชาชน แล้วไปหาหมอที่โรงพายาบาลขนาดใหญ่ได้ทุกที่

30 บาทรักษาทุกที่ฯ รัฐอ่อนแจ้งข่าว บางส่วนเข้าใจผิด

จากสายตาของ ศ.นพ.สมศักดิ์ ที่เฝ้ามองนโยบายสาธารณสุขของประเทศมาตลอด ข้อกังวลนั้นคือ ประชาชนจะเข้าใจถ่องแท้จริงหรือไม่ ในการเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากนโยบาย 30 บาทรักษาทุกที่ฯ เพื่อช่วยให้ภาพรวมของระบบบริการสุขภาพทั้งประเทศดีมากขึ้นอย่างที่วางเป้าหมาย เพราะแม้ว่า นโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ จะทำให้เกิดการเข้าถึงบริการสุขภาพที่สะดวกกว่าเดิม ด้วยการไม่จำเป็นต้องไปโรงพยาบาลของรัฐเหมือนเคย แต่นโยบายบอกกับประชาชนว่าสามารถใช้บัตรประชาชนใบเดียว เข้ารักษาได้ทุกที่ และคำนี้กำลังจะสร้างผลกระทบให้กับระบบบริการ

เขาเน้นย้ำว่า ประชาชนส่วนหนึ่งอาจมีความต้องการเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลขนาดใหญ่โดยไม่จำเป็น ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญที่ต้องให้ความรู้กับภาคประชาชนเกี่ยวการเข้ารับบริการในโครงการนี้ให้มากที่สุด เพราะต้องรู้ว่า การเจ็บป่วยต้องเข้ารับการรักษาที่หน่วบริการ หรือโรงพยาบาลใกล้บ้านก่อนเสมอ แต่หากไม่ดีขึ้นตามลักษณะของโรค หรือความจำเป็น ก็ค่อยมาโรงพยาบาลขนาดใหญ่

1

"ผมมองเรื่องนี้สำคัญมากที่สุด เพราะเราต้องสร้างความรู้ให้กับประชาชนเข้าใจก่อนว่า การเจ็บป่วยแบบไหนที่เราไปรับบริการจากโรงพยาบาล หรือคลินิกที่เป็นหน่วยบริการนวัตกรรมทั้ง 7 บริการก่อน หรือการเจ็บป่วยแบบไหนที่จำเป็น และเราต้องไปรับบริการจากโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ซึ่งหากเป็นเช่นนี้ จะทำให้นโยบายเข้ามาหนุนเสริมระบบบริการสุขภาพของประเทศ ที่เป็นไปตามลำดับ สเตปการเข้าถึงบริการที่ชัดเจน และเหมาะสมกับการรักษาโรค" เขาย้ำ

ความเหมาะสมของหน่วยบริการ ต่อการดูแลรักษาผู้ป่วย สำหรับ ศ.นพ.สมศักดิ์ เขามองว่าเป็นหัวใจหลักของการรักษาดูแลสุขภาพของประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ และมีคุณภาพที่ดี แต่ประชาชนส่วนหนึ่งอาจมองความหมายของนโยบายนี้ผิดไปจากวัตถุประสงค์

1

เขายกตัวอย่าง หากผู้ป่วยจำนวนครึ่งหนึ่งของโรค ที่แต่เดิมเป็นโรคที่ได้รับการดูแลต่อเนื่องจากโรงพยาบาลชุมชน ซึ่งเป็งโรงพยาบาลประจำอำเภอใกล้บ้าน แต่ขณะเดียวกัน ก็มีนโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ เกิดขึ้น ผู้ป่วยกลุ่มนี้ ก็อยากจะลองตรวจรักษาที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ โรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป หรือแม้แต่โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ เพราะความเชื่อที่ว่า โรงพยาบาลขนาดใหญ่ ก็น่าจะดีกว่าโรงพยาบาลใกล้บ้าน มันจึงเป็นการตรวจรักษาซ้ำที่ไม่เกิดประโยชน์

"เป็นการเข้าถึงบริการสุขภาพที่ไม่เหมาะสม และเกินความจำเป็น เพราะเป็นโรคหรืออาการที่ไดัรับการดูแลต่อเนื่องได้อยู่แล้วจากโรงพยาบาลใกล้บ้าน แต่หากดูแลรักษาแล้วไม่ดีขึ้น หรือไม่หาย แต่ต้องการเข้ามาที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่ อย่างนี้ก็ถือว่าเหมาะสม คำถามคือ แล้วประชาชน ผู้ป่วย จะรู้ได้อย่างไรว่าอาการ หรือโรคอะไรที่เหมาะสม แล้วต้องไปรับบริการยังไง คำตอบนี้คือ รัฐบาลต้องประชาสัมพันธ์ในมุมของการเข้าถึงบริการที่เหมาะสมด้วย" ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าว

รักษาทุกที่ ต้องไปหน่วยบริการนวัตกรรม

ศ.นพ.สมศักดิ์ ขยายความว่า ขณะนี้รัฐบาลประชาสัมพันธ์นโยบายนี้ไปในทางเดียว คือเน้นไปที่ใช้บัตตประชาชนใบเดียว แล้วเข้ารักษาได้ทุกหน่วยบริการ หรือทุกสถานพยาบาล แต่ไม่ได้เพิ่มเติมรายละเอียดว่า โรค หรืออาการแบไหน ที่ต้องเข้ารับการรักษาในหน่วยบริการนวัตกรรม หรือโรงพยบาลระดับใด ดังนั้น รัฐบาลต้องรณรงค์ทำความเข้าใจ อาจเปิดช่องทางที่เหมาะสมให้ประชาชนเข้ามาสอบถามอย่างกว้างขวาง และทั่วถึง

มากไปกว่านั้น ต้องย้ำกับประชาชนด้วยว่า โครงการนี้เหมาะกับการดูแลรักษาในระดับปฐมภูมิ ซึ่งเป็นเจตนาและเป้าหมายของนโบบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ อยู่แล้ว ที่มุ่งเน้นให้การเข้าถึงบริการสุขภาพปฐมภูมิมีคุณภาพมากยิ่งขั้น ดังนั้น ก็ต้องเน้นย้ำเรื่องนี้ให้ชัดเจนกับประชานว่า บริการในนโยบายนี้ ควรต้องไปรับบริการที่หน่วยบริการนวัตกรรมทั้ง 7 บริการ และอาการอย่างไรที่รุนแรง และจำเป็นต้องไปโรงพยาบาลขนาดใหญ่1แน่นอนว่า นโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ในมุมของ ศ.นพ.สมศักดิ์ มองว่าประชาชนได้ประโยชน์เต็มๆ และไม่มีอุปสรรคใดมาขวางกั้นหรือมีผลกระทบต่อการเข้าถึงบริการ และแม้ว่าผู้ป่วยจะเลือกมาโรงพยาบาลขนาดใหญ่แทนไปคลินิกใกล้บ้าน 'ก็ไม่ผิด' แต่หากทว่า นโยบายนี้ ช่วยทำให้เกิดการเข้าถึงบริการที่เหมาะสม ผลลัพธ์การดูแลก็จะดีกับผู้ป่วยไปด้วย และจะช่วยแก้ปัญหาความแออัด ภาระงานของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ได้ ให้สมกับเป้าหมายของนโยบายนี้ ที่ต้องการช่วยโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ได้เบางานที่ไม่จำเป็นออกไป และมีเวลาโฟกัสกับเคสผู้ป่วยที่จำเป็น และยุ่งยาก ซึ่งต้องใช้เทคโนโลยีที่อยู่ในโรงพยาบาลขนาดใหญ่รักษา

อย่างไรก็ตาม ในมุมการเข้าถึงบริการสุขภาพที่เหมาะสมในนโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ อาจฟังดูเหมือนว่า โรงพยาบาลขนาดใหญ่ หรือโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ ที่แม้จะเป็นสังกัดของรัฐด้วยกันก็ตาม อาจไม่เต็มใจอยากรับเคสผู้ป่วยสิทธิบัตรทองเดินตรงเข้ามาหา ศ.นพ.สมศักดิ์ ที่นอกไปจากสอนนักศึกษาแพทย์ของคณะแพทยศษสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่นแล้ว ก็ยังทำหน้าที่เป็นแพทย์รักษาในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ ซึ่งเป็นโรงพยาบาลของคณะด้วย เขายืนยันประเด็นนี้ว่า 'ไม่ใช่อย่างนั้น โรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ ไม่ได้หมายความอย่างนั้น แต่มันจำเป็นจริงๆ ที่ผู้ป่วยต้องมาตามขั้นตอน'

2

เขาขยายความว่า ต้องมองให้ชัดเจนว่า หัวใจของนโยบายนี้คือ หน่วยบริการนวัตกรรมทั้ง 7 แห่ง ที่อยู่ 'ใกล้บ้าน และใกล้ใจ' ตามคอนเซปท์การเข้าถึงบริการสุขภาพของรัฐ ที่ต้องการให้ประชาชนเข้าถึงบริการอย่างสะดวก และเหมาะสม แต่หากไปรับการรักษาแล้วไม่ดีขึ้น ไม่หาย อาจเพราะเครื่องมือ เทคโนโลยี ยา ไม่พอหรือไม่มี อย่างนี้ก็เข้ามาที่โรงพยาบาล หรือโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์เพื่อให้รักษาต่อได้ ซึ่งหน่วยบริการในชั้นแรกที่ดูแลผู้ป่วย ก็จะได้ส่งข้อมูลประวัติการรักษาที่เชื่อมระบบกันเพื่อเตรียมดูแลรักษาต่อเนื่องได้เลย ซึ่งมันจะทำให้ทั้งระบบบริการไหลรื่น และทำให้นโยบายนี้ไม่ต้องใช้ใบส่งตัวผู้ป่วยได้จริงๆ

"เพราะข้อมูลมันสำคัญมาก ที่หมอจะต้องรู้ต้องดูก่อน ซึ่งจะดีกว่าที่คนไข้เดินเข้ามาหาเราตรงๆ แล้วขอการรักษา แน่นอนว่าก็ต้องรักษา แต่มันจะยุ่งยาก เสียเวลา ซ้ำซ้อน กลับกัน หากเข้ามาตามสเตป แล้วโรงเรียนแพทย์ที่เชื่อมระบบด้วย ก็จะมีข้อมูลผู้ป่วยที่ส่งเข้ามาแล้วรักษากันได้ต่อเนื่อง มันก็รวดเร็วมากขึ้นกว่าเดิม" ศ.นพ.สมศักดิ์ สะท้อนความเห็น

เขาย้ำอีกว่า การดูแลรักษาของหน่วยบริการ โรงพยาบาลแต่ละระดับก็มี 'ต้นทุน' การดูแลรักษาแตกต่างกันอย่างมาก ซึ่งการเข้ามารับบริการจากหน่วยบริการที่ไม่เหมาะสมกับโรค หรือไม่เหมาะกับอาการ ก็จะเป็นการใช้ต้นทุนการรักษาพยาบาลอย่างไม่จำเป็น เพราะต้องไม่ลืมว่า โรคชนิดเดียวกัน แต่ต้นทุนการดูแลรักษาผู้ป่วยของโรงพยาบาลแต่ละระดับไม่เหมือนกัน อย่างโรงเรียนแพทย์ ที่มีเครื่องมือ มีเทคโนโลยี และมีการส่งผู้ป่วยไปตรวจซ้ำเพื่อความแม่นยำในการรักษา ทุกอย่างเป็นต้นทุนที่ค่อนข้างสูง

ชดเชยแบบปลายเปิด เหมือนจะดี แต่เต็มไปด้วยข้อกังวล

นอกเหนือไปจากช่องโหว่ของนโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ในแง่มุมการเข้าถึงบริการที่ไม่เหมาะสมแล้ว อีกหนึ่งข้อกังวลที่ ศ.นพ.สมศักดิ์ มองเห็น คือการจ่ายชดเชยค่าบริการแบบอัตราการเบิกจ่ายตามรายการที่กำหนด (Fee schedule) จากสปสช. ให้กับหน่วยบริการในนโยบาย ซึ่งมุมนี้ อาจเป็นข้อดีของหน่วยบริการ ที่สามารถจัดเต็มการบริการรักษาสุขภาพให้กับผู้ป่วบบัตรทองตามที่ สปสช. กำหนด และเบิกจ่ายตามรายการที่รักษาผู้ป่วยไปยัง สปสช.

แต่ในมุมโรงพยาบาลโรงเรียนแพทย์ ที่เป็นโรงพยาบาลระดับ 'ซุเปอร์ตติยภูมิ' หรือโรงพยาบาลขั้นสุดที่เต็มไปด้วยเครื่องมือ เทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย ซึ่งแต่ละอย่างก็มีต้นทุนราคาแพง แต่เมื่อต้องดูแลรักษาผู้ป่วยสิทธิบัตรทองแบบจัดเต็มให้เลย ก็กังวลว่าจะเบิกจ่ายกับ สปสช.ได้จริงหรือไม่ และ สปสช. มีงบประมาณมากพอในการบริการนโยบายนี้ด้วยการเบิกจ่ายแบบปลายเปิดจริงหรือเปล่า

1

"เรา (โรงเรียนแพทย์) จัดเต็มได้อยู่แล้วกับการรักษา แต่ก็ต้องโยนกลับมาที่รัฐบาล และที่ สปสช. ว่า จะดูแลและบริหารจัดการงบประมาณสำหรับนโยบายนี้ได้หรือไม่ เพราะเราก็พร้อมดูแลผู้ป่วยเต็มที่เหมือนกัน" ศ.นพ.สมศักดิ์ ย้ำ

อย่างไรก็ตาม แม้จะมีช่องโหว่หรืออุปสรรคในนโยบายเกิดขึ้น แต่ศ.นพ.สมศักดิ์ มองว่าไม่ใช่เรื่องที่รัฐบาลจะแก้ปัญหาไม่ได้ และไม่ต้องใช้งบประมาณแก้ปัญหาด้วย เพียงแต่ลงลึกในรายละเอียดสำหรับทำความเข้าใจกับประชาชนเกี่ยวกับการไปรับบริการอย่างเหมาะสม และถูกต้อง โดยเฉพาะกับหน่วยบริการนวัตกรรมที่อยู่ใกล้บ้าน ใกล้ใจ ซึ่งตั้งอยู่ในแหล่งชุมชนของประชาชนเอง และหากอาการไม่ดีขึ้น ก็ปรึกษากับแพทย์เพื่อขอส่งตัวไปรักษากับโรงพยาบาลที่ใหญ่ขึ้น

2

"เพราะนโยบายนี้ดีอย่างมาก ในแง่จัดระบบบริการสุขภาพของประเทศแบบใหม่ขึ้นมาเพื่อประโยชน์ของประชาชน และยัเงป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการแพทย์ หน่วยบริการต่างๆ ที่จะมีโอกาสยกระดับระบบบริการจากนโยบายนี้ แต่มันก็ต้องชัดเจนว่า ประชาชนต้องไปที่ไหนอย่างไร และจำเป็นอย่างไรที่ไม่ต้องตรวจซ้ำซ้อน

"เพราะหากไม่เป็นเช่นนั้น จะเกิดปัญหาความแออัดในโรงพยาบาลขนาดใหญ่ตามมา โดยเฉพาะกับจังหวัด หรือพื้นที่ที่มีโรงเรียนแพทย์ ถ้าประชาชนไม่เข้าใจ จะยิ่งเข้ามารับการรักษาที่โรงพยาบาลเหล่านี้มากขึ้น และก็จะแออัด แน่นไปด้วยภาระงาน แทนที่บุคลากรทางการแพทย์จะได้รักษาอย่างรวดเร็ว ก็จะยิ่งล่าช้ามากขึ้น เพราะต้องตรวจรักษาซ้ำซ้อนกับโรคเดิมที่ดูแลอยู่แล้ว แต่ประชาชนหรือผู้ป่วยต้องการให้ตรวจซ้ำ หากจัดระบบไม่ดี ก็จะไม่มีคนไปรักษาใกล้บ้าน แต่จะมาที่โรงพยาบาลขนาดใหญ่แทน และสุดท้ายมันจะผิดเป้าหมายของนโยบายยกระดับ 30 บาทรักษาทุกที่ฯ ที่ต้องการให้เข้าถึงบริการจากหน่วยบริการใกล้บ้านก่อนเป็นลำดับแรก" ศ.นพ.สมศักดิ์ กล่าวในตอนท้าย