ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

The Economist ยกย่องระบบสาธารณสุขไทยให้เป็นต้นแบบของโลก ชี้ประเทศไทยสร้างเรื่องน่ามหัศจรรย์ด้วยการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แม้อยู่ในสถานะประเทศกำลังพัฒนา ทั้งยังสามารถควบคุมงบประมาณได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้ประชาชนและรัฐบาลหลีกเลี่ยงภาวะล้มละลายจากค่าใช้จ่ายทางสุขภาพ

เมื่อวันที่ 4 ก.ค. ที่ผ่านมา สื่อสัญชาติอังกฤษ The Economist เผยแพร่บทความระบุว่า แม้ประเทศไทยจะขาดเสถียรภาพทางการเมืองตลอดสองทศวรรษที่ผ่านมา แต่ระบบสาธารณสุขของไทยกลับมีเสถียรภาพอย่างมาก ทั้งยังเจริญก้าวหน้าไม่หยุดนิ่ง

สื่อรายนี้ยกย่องระบบสาธารณสุขไทยให้เป็นหนึ่งในระบบที่มีประสิทธิภาพมากที่สุดในโลก หลักฐานมีให้เห็นจากผลลัพธ์ทางสุขภาพของคนไทยที่ดีขึ้น

ตามข้อมูลล่าสุดจากสหประชาชาติ คนไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ 80 ปี ยาวนานกว่าค่าเฉลี่ยของประเทศอื่นในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ 73 ปี และมากกว่าค่าเฉลี่ยของชาวอเมริกันและยุโรป ซึ่งอยู่ที่ประมาณ 79 ปี

นอกจากนี้ ประชากรไทยมากถึง 99.5% จากทั้งหมด 72 ล้านคน ยังได้รับการคุ้มครองด้วยประกันสุขภาพของรัฐบาลอีกด้วย

The Economist ระบุว่านี่เป็นสิ่งที่น่าทึ่ง เพราะประเทศไทยประสบความสำเร็จในการสร้างหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า แม้อยู่ในสถานะประเทศกำลังพัฒนา โดยประชากรไทยมีรายได้ต่อหัวประชากรในปี 2565 อยู่ที่ประมาณ 7,000 เหรียญดอลลาร์สหรัฐต่อปี (ประมาณ 240,000 บาท) ซึ่งน้อยกว่าสหรัฐอเมริกาถึง 11 เท่า

ความสำเร็จของระบบสาธารณสุขไทย สามารถอธิบายผ่านประวัติศาสตร์ไทยตั้งแต่ช่วงสงครามเย็นเป็นต้นมา

เริ่มที่ทศวรรษ 2510 นโยบายของรัฐบาลไทยมุ่งเน้นไปที่การพัฒนาชนบท เพื่อป้องกันการครอบงำด้วยอุดมการณ์คอมมิวนิสต์ที่แพร่กระจายอย่างรวดเร็วในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

การพัฒนาระบบสาธารณสุขจึงเป็นหนึ่งในนโยบายสำคัญระดับต้นๆ รัฐบาลได้ลงทุนยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านสาธารณสุข จนทุกอำเภอ รวม 928 แห่ง มีโรงพยาบาลในปี 2533

รัฐบาลไทยยังเน้นลงทุนในบุคลากรด้านสาธารณสุข โดยในปี 2515 รัฐบาลริเริ่มโครงการส่งเสริมนักศึกษาแพทย์จบใหม่ใช้ทุนในพื้นที่ชนบทเป็นระยะเวลา 3 ปี เอ็ดดูอาร์โด บานซอน (Eduardo Banzon) จากธนาคารพัฒนาเอเชียระบุว่า โครงการนี้นำไปสู่การเกิด ‘ยุคทองของแพทย์’

รัฐบาลไทยในยุคต่อๆมาพยายามทำประชาชนเข้าถึงบริการสุขภาพ โดยริเริ่มโครงการประกันสุขภาพสำหรับคนยากจน ตามมาด้วยโครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายทางสุขภาพสำหรับแรงงานนอกระบบและภาคเอกชน

การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่เกิดขึ้นในปี 2545 เมื่อรัฐบาลในยุคของอดีตนายกทักษิณ ชินวัตร เปิดตัวโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า ซึ่งรู้จักกันในนาม ‘30 บาทรักษาทุกโรค’ ให้บริการสุขภาพฟรีแก่คนยากจน และคิดค่าบริการเพียง 30 บาทต่อครั้งสำหรับคนทั่วไป

นั่นนำไปสู่การยกระดับสุขภาพของคนไทย โดยการศึกษาหนึ่งชี้ว่า อัตราการเสียชีวิตของทารกลดลงอย่างมีนัยสำคัญในระหว่างปี 2543 ถึง 2545

ด้วยประชาชนนิยมชมชอบโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า น้อยนักที่จะมีรัฐบาลชุดใดกล้าปรับเปลี่ยนโครงการนี้ และมีความพยายามเพิ่มความครอบคลุมการรักษาอย่างต่อเนื่อง

ดร.นพ.ปิยะ หาญวรวงศ์ชัย จากมูลนิธิสาธารณสุขแห่งชาติ กล่าวว่า โครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าในปัจจุบัน ครอบคลุมการรักษาโรคตั้งแต่เอชไอวีไปจนถึงโรคไต ทั้งยังมุ่งเน้นที่การดูแลสุขภาพโดยเน้นที่การป้องกันโรค และสร้างเครือข่ายเจ้าหน้าที่ระดับรากหญ้าที่สามารถให้คำแนะนำด้านสุขภาพแก่ประชาชน

The Economist ชี้ว่า สิ่งที่น่าทึ่งอีกอย่างของโครงการหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าไทย คือไม่เพียงจะทำให้บริการสุขภาพมีราคาที่เอื้อมถึง แต่ยังใช้งบประมาณที่รัฐบาลสามารถจ่ายได้โดยไม่ล้มละลาย

โครงการนี้ใช้เงินจากภาษีเป็นหลัก มีการควบคุมค่าใช้จ่ายอย่างรัดกุม โดยแต่ละโรงพยาบาลจะได้รับงบประมาณตามจำนวนประชากรในพื้นที่รับผิดชอบ หรือที่เรียกว่า ‘ระบบเหมาจ่ายรายหัว’

ระบบนี้ช่วยให้การบริหารการเงินการคลังมีประสิทธิภาพ และสามารถคาดการณ์เม็ดเงินที่ใช้ในแต่ละปี ทำให้ค่าใช้จ่ายสาธารณสุขไทยคงที่ อยู่ที่ประมาณ 3-4% ของจีดีพีมาหลายปี แม้มีการขยายสิทธิประโยชน์

จนกระทั่งช่วงเกิดโควิด-19 ในปี 2564 งบประมาณสาธารณสุขของไทยเพิ่มขึ้นเป็น 6% ของจีดีพี ซึ่งยังเป็นอัตราส่วนที่ไม่ก่อให้เกิดภาวะล้มละลาย ขณะที่อัตราส่วนของสหรัฐอเมริกาอยู่ที่ 17% และสหภาพยุโรป 11%

ความสำเร็จนี้ทำให้หลายประเทศมองไทยเป็นแบบอย่าง เช่น ซาอุดิอาระเบีย เพิ่งลงนามข้อตกลงความร่วมมือด้านสาธารณสุขกับรัฐบาลไทยเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ขณะที่คณะผู้แทนไทยได้เดินทางไปทั่วโลก ทั้งในภูมิภาคเอเชีย แอฟริกา และตะวันออกกลาง เพื่อแลกเปลี่ยนความรู้ด้านระบบสุขภาพ

The Economist ทิ้งท้ายว่า ระบบสาธารณสุขยังมีความท้าทายรออยู่ โดยเฉพาะประชากรสูงวัยอายุมากกว่า 60 ปี ที่มีอัตราส่วน 1 ใน 5 ของประชากรในตอนนี้ และจะเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 3 ภายในทศวรรษหน้า

นี่จะสร้างแรงกดดันให้ระบบสาธารณสุขและการบริการงบประมาณสุขภาพของรัฐบาล ทั้งยังมีความท้าทายจากบุคลากรทางการแพทย์ โดยแพทย์จำนวนหนึ่งได้สะท้อนปัญหาการทำงานเกินกำลัง

แต่รัฐบาลไทยเองก็พยายามจัดการกับความท้าทายดังกล่าว โดยมีมาตรการขยายจำนวนแพทย์ และทำนโยบายเฉพาะเพื่อรับมือสังคมผู้สูงอายุ

แม้ความท้าทายยังมีอยู่มาก The Economist สรุปว่า ความสำเร็จที่เกิดขึ้นแล้ว ก็จะทำให้ระบบสาธารณสุขไทยยังคงเป็นต้นแบบให้กับโลกต่อไป

อ่านบทความต้นฉบับ : https://www.economist.com/asia/2024/07/04/why-is-thai-health-care-so-good