ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ความน่าตื่นเต้นของเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่นำมาใช้ในระบบสุขภาพ ถูกฉายให้เห็นภาพได้ชัดเจนมากขึ้นบนเวทีเสวนาว่าด้วยเรื่อง ‘AI Startups Revolutionizing Healthcare’ ซึ่งจัดขึ้นภายในงาน TH.ai Forum EP02 เมื่อช่วงต้นเดือน เม.ย. 2567

โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเป็น AI ที่ถูกพัฒนาขึ้นโดยบริษัท ‘สตาร์ทอัพไทย’ ไม่ว่าจะเป็น AI ที่เข้ามาช่วยอ่านฟิล์มเอกซเรย์ปอด ช่วยตรวจจับก้อนมะเร็ง ช่วยวิเคราะห์รหัสพันธุกรรม กระทั่งการช่วยแปลผลวินิจฉัยของแพทย์เป็นตัวอักษร ฯลฯ

แน่นอนว่าสตาร์ทอัพไทยหลายเจ้า ได้เริ่มเข้ามามีบทบาทกับเทคโนโลยีด้านสุขภาพมากขึ้น นับตั้งแต่ช่วงของการแพร่ระบาดโรคโควิด-19 ที่มีการนำเทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เข้ามาช่วยหนุนเสริมการทำงานของบุคลากรการแพทย์มากขึ้น ทั้งการช่วยอ่านฟิล์มเอกซเรย์ การตรวจจับอุณภูมิความร้อนในร่างกาย เป็นต้น

แม้ภายหลังสถานการณ์วิกฤตโควิด-19 จะเริ่มจบลง แต่การพัฒนาระบบ AI ก็ไม่ได้หยุดตาม และยังคงมีการเดินหน้าพัฒนาเป็นเทคโนโลยีใหม่ๆ ไปอย่างต่อเนื่อง เช่น การตรวจจับรอยโรคมะเร็งเต้านมผ่านการคัดกรองด้วยแมมโมแกรม (Mammogram) การตรวจจับการเคลื่อนไหวของเลือดในผู้ป่วยโรคหัวใจ เป็นต้น

“The Coverage” มีโอกาสได้ร่วมสนทนาต่อเนื่องกับ พงษ์ชัย เพชรสังหาร ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง ‘Dietz.asia’ ในฐานะ นายกสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย (THTA) ที่จะเข้ามาช่วยให้ภาพเพิ่มเติมถึงทิศทางของเทคโนโลยีด้านการแพทย์ (Health Tech) ในประเทศไทย ที่น่าจะดำเนินไปต่อจากนี้

Health Tech ไทย ‘โตขึ้น’ ในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา 

พงษ์ชัย เริ่มต้นอธิบายว่าอุตสาหกรรม Health Tech ในไทยเติบโตขึ้นมากในช่วง 4-5 ปีที่ผ่านมา เนื่องด้วยเหตุผลหลักๆ จากการได้รับเงินจากนักลงทุนที่ช่วยให้สตาร์ทอัพผู้พัฒนานั้นเติบโตได้มากขึ้น เพราะเดิมทีการจะลงทุนใน Health Tech นั้นมีความซับซ้อน รวมถึงมีกฎหมายกฎระเบียบที่ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับธุรกิจด้านการขนส่ง อีคอมเมิร์ซ ฯลฯ ทำให้นักลงทุนไม่ค่อนสนใจเข้ามาลงทุนในด้านนี้

เช่นเดียวกับการเติบโตของตลาด ภายหลังจากเกิดการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19 และการที่ภาครัฐเข้ามาสนับสนุนนวัตกรรม เช่น สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) หรือการมีนโยบาย ‘30 บาทรักษาทุกที่ด้วยบัตรประชาชนใบเดียว’ ของรัฐบาลที่เกิดเป็นนวัตกรรมการร่วมให้บริการ เช่น โทรเวชกรรมทางไกล (Telemedicine) เป็นต้น

มากไปกว่านั้นยังมีเรื่องของความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีด้าน AI โดยเฉพาะ ‘Generative AI’ หรือ AI ที่สามารถสร้างเนื้อหาใหม่ๆ ได้ ซึ่งในปีที่ผ่านมาถือได้ว่าเป็นการพลิกโฉมวงการนวัตกรรมทั่วโลก ทำให้เกิดกระแสการตื่นตัวในการนำ AI มาใช้ในด้านการแพทย์

“ตอนนี้เทคโนโลยีมาแล้ว รวมถึงการนำมาใช้ของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งโควิดพิสูจน์ได้เลยว่าเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านสุขภาพ ทำให้เกิดการพัฒนา เช่น AI อ่านฟิล์มเอกซเรย์ปอดที่พัฒนาขึ้นในช่วงนี้ และถูกนำมาใช้โดยสถานการณ์ที่กึ่งๆ บังคับ เพราะถ้าไม่เช่นนั้นหมอก็จะทำงานไม่ทัน อ่านไม่ทัน ก็เลยกลายเป็น เทคโนโลยีมาประจวบกับเวลาได้” พงษ์ชัย วิเคราะห์

ไทยยัง ‘ตามหลัง’ เนื่องจากขาด ‘การลงทุน’ 

เมื่อมองถึงทิศทางการเติบโตข้างหน้าของ Health Tech เขาให้ภาพต่อว่า ในต่างประเทศนั้นจะมีกลุ่มนักลงทุนที่มีความคุ้นชินกับการลงทุนในด้านสุขภาพมากกว่า โดยเฉพาะในประเทศสิงคโปร์ที่เป็นศูนย์กลางสตาร์ทอัพในอาเซียน เนื่องจากมีการลงทุนของนักลงทุน ทำให้เทคโนโลยีเหล่านั้นสามารถขยายต่อได้ในหลายประเทศ

ขณะเดียวกันเมื่อเทียบกับประเทศไทยแล้วนั้น ยังถือว่าตามหลังในเรื่องของการลงทุน เพราะยังขาดนักลงทุนที่มีความเข้าใจด้านเทคโนโลยีทางการแพทย์ ทำให้มีอัตราเร่งที่เติบโตน้อยกว่าประเทศเพื่อนบ้าน

อย่างไรก็ดี เรื่องนี้จะต้องเป็นการร่วมมือกันระหว่างนักลงทุน ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกลุ่มสตาร์ทอัพเองที่ต้องร่วมมือกัน จะให้ใครทำฝ่ายใดฝ่ายเดียวก็อาจจะไม่พอ ขณะเดียวกันประเทศไทยเองก็ถือเป็นศูนย์กลางข้อมูลด้าน ‘เวชศาสตร์เขตร้อน’ ซึ่งนับว่าเป็นข้อมูลที่สำคัญมาก

นอกเหนือไปจากการคิดและทำให้เป็นเทคโนโลยีออกมาแล้วนั้น สิ่งที่สำคัญไม่แพ้กันคือการ ‘ทำวิจัย’ ควบคู่ไปด้วย ซึ่งส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่กับความพร้อมของบริษัทนั้นๆ ร่วมกับหน่วยงานวิจัยต่างๆ เช่น หน่วยงานวิจัยจากโรงเรียนแพทย์ โดยตอนนี้ภายใต้สมาคมฯ ก็มีอยู่ 4-5 บริษัทที่เริ่มทำงานวิจัยทั้งในเชิงลึกและเชิงต่อยอด

นายกสมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย ขยายความต่อไปว่า การพัฒนาเทคโนโลยีขึ้นมาอย่างเดียว ไม่ได้เป็นการพิสูจน์ว่าเทคโนโลยีตัวนั้นดีหรือไม่ดี แต่การมีวิจัยนั้นจะเป็นสิ่งที่พิสูจน์ได้ว่าเทคโนโลยีนั้นดีเพียงพอต่อการใช้งาน ปลอดภัย หรือถูกต้องตามหลักวิชาการหรือไม่

“ผมร่วมทุนกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว.) ทำวิจัยเรื่อง AI วิเคราะห์การเต้นของหัวใจ หรือPerceptra ซึ่งมีการตีพิมพ์ผลงานวิจัยออกมา หรือที่ภาคเหนือก็มี Smile Migraine ที่ตีพิมพ์งานวิจัยอย่างต่อเนื่องและเกิดเป็นองค์ความรู้ ซึ่งถ้าไม่มีการทำวิจัยหรือการเก็บข้อมูลเป็นระบบ เราก็จะไม่รู้” เขากล่าวเสริม

หนทางยกระดับ ‘ระบบสุขภาพ’ ต้องอาศัยแรงขับหลายมิติ 

เมื่อมองถึงการขับเคลื่อนระบบสุขภาพ จากสมาชิกกว่า 50 บริษัทที่อยู่ภายใต้สมาคมฯ นั้น ล้วนมีความตั้งใจอยากที่จะพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อยกระดับระบบสุขภาพไทยตามความถนัดของตนเอง ดังนั้นทางสมาคมฯ จึงได้มีการแบ่งหมวดหมู่ของผู้ให้บริการหลักๆ ทั้งในด้าน AI ทางการแพทย์ ด้านเครื่องมือแพทย์ ด้าน Telemedicine เป็นต้น

ทั้งนี้ หากโรงพยาบาลหรือหน่วยบริการใด มีความสนใจในด้านใดด้านหนึ่ง ก็สามารถติดต่อสมาคมฯ ได้ เพราะสมาคมฯ จะเป็นตัวกลางในการประสานงาน ทั้งการให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยี หรือแม้กระทั่งการจับคู่สตาร์ทอัพกับแหล่งเงินทุน กรณีที่โรงพยาบาลหรือหน่วยบริการไม่มีงบประมาณในการดำเนินการเบื้องต้น ซึ่งในช่วงโควิด-19 ที่ผ่านมา ก็ได้มีการจับคู่ไปแล้วเกือบ 100 โรงพยาบาลใน 5 บริษัทสตาร์ทอัพ

พงษ์ชัย ยืนยันว่า กว่า 50 บริษัทสตาร์ทอัพที่อยู่ภายใต้สมาคมฯ นั้นพร้อมที่จะทำงานร่วมกับหน่วยบริการเพื่อขับเคลื่อนระบบสุขภาพ รวมถึงหน่วยงานสำหรับการเบิกจ่ายค่าบริการ อย่าง สปสช. กรมบัญชีกลาง และสำนักงานประกันสังคม ด้วยเช่นกัน

ทว่าภายใต้การขับเคลื่อนระบบสุขภาพด้วยเทคโนโลยีนั้น จำเป็นจะต้องร่วมกันผลักดันในหลายมิติ เช่น มิติด้านนโยบาย ซึ่งที่ผ่านมาสมาคมฯ มีโอกาสได้รับเชิญจากกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) และหน่วยงานต่างๆ ในการกำหนดนโยบายด้วยการทำ Working Group ให้ความเห็น พร้อมกันนั้นสตาร์ทอัพก็ได้เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนในหลายส่วน ตัวอย่างเช่น การให้บริการ Telemedicine จากแอปพลิเคชันคลิกนิก หรือหมอดี ของ สปสช. เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังรวมถึงเทคโนโลยีที่เข้ามาช่วยตรวจจับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อสุขภาพ ทั้งสภาพอากาศ สารเคมีในอากาศ กระทั่งความรุนแรงที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาล ซึ่งประเทศไทยมีสตาร์ทอัพที่พัฒนาอยู่แล้ว ทั้งเรื่องความรุนแรงในโรงพยาบาล พัฒนา AI ตรวจจับอาวุธ หรือเทคโนโลยีที่ช่วยมอนิเตอร์สภาพอากาศ ก็มีการพัฒนาแล้วเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งเหล่านี้ยังต้องอาศัยการขับเคลื่อนในเชิงนโยบายด้วย เพราะเทคโนโลยีนั้นมีอยู่แล้ว ขึ้นอยู่กับการนำไปใช้ และมากไปกว่านั้นคือมิติด้านวิชาการ เพราะในการขับเคลื่อนจำเป็นต้องมีการศึกษาหาความรู้ รวมถึงการทดลอง

พงษ์ชัย ระบุว่า ในส่วนนี้สตาร์ทอัพหลายแห่งก็ทำงานร่วมกับโรงเรียนแพทย์ หรือกรม กองต่างๆ ที่เกี่ยวข้องก่อนจะคลอดเป็นเทคโนโลยีออกมา ยกตัวอย่างเช่น ‘Perceptra’ ซึ่งเป็นเทคโนโลยี AI อ่านฟิล์มเอกซเรย์ปอดที่ได้ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นเจ้าแรกของประเทศไทย

ขณะที่มิติด้านเงินทุน ก็จะช่วยให้สตาร์ทอัพมีขีดความสามารถในการขยายตลาด ทั้งการสนับสนุนโรงพยาบาลทดลองใช้ในช่วงแรก ตลอดจนท้ายที่สุดคือการช่วยเหลือผู้ป่วยและญาติโดยตรง โดยเฉพาะผู้ป่วยในโรงพยาบาลรัฐ เหมือนกับที่ Dietz.asia ทำ คือความร่วมมือกับโรงพยาบาลรัฐในการดูแลผู้ป่วยทางไกล โดยที่ผลประโยชน์ตกอยู่กับผู้ป่วยทั้งหมด ซึ่งก็ถือเป็นสิ่งที่ช่วยยกระดับบริการด้านสาธารณสุข

มองทิศทางไทย กับทางเลือกพัฒนาเทคโนโลยีที่เหมาะสม 

เทคโนโลยีในการป้องกันโรค เทคโนโลยีในการส่งเสริมสุขภาพ เทคโนโลยีด้านกรรมพันธุ์หรือพันธุศาสตร์ รวมถึงเทคโนโลยีว่าด้วยเรื่องเครื่องมือแพทย์ที่มีราคาสูง ทั้งหมดนี้เป็นสิ่งที่ พงษ์ชัย มองว่ายังขาดอยู่ ซึ่งท้ายที่สุดเราควรจะต้องมีแนวทางที่สามารถพึ่งตัวเองได้ โดยมีเทคโนโลยีที่ทันสมัยเหมาะกับการใช้งานภายในประเทศ และสามารถส่งออก

แต่ก็อาจเห็นได้ยาก สำหรับภาพของการผลิตเครื่องมือแพทย์แพงๆ อย่าง เครื่อง MRI หรือ CT Scan ด้วยเครื่องมือเหล่านี้มีต้นทุนทางเทคโนโลยีที่สูง ซึ่งอาจจะต้องใช้เวลาหลายสิบปี