ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก

ถือเป็นครั้งแรกที่การประชุมเชิงวิชาการระดับนานาชาติ ‘การจัดลำดับความสำคัญด้านสุขภาพ’ หรือ Priorities Conference ซึ่งถูกริเริ่มขึ้นโดยเครือข่ายนักวิจัย บุคลากรทางการแพทย์ และผู้กำหนดนโยบายที่เกี่ยวกับการจัดลำดับความสำคัญด้านสุขภาพ (International Society for Priorities in Health หรือ ISPH) นั้น ถูกจัดขึ้นในประเทศที่มีรายได้ต่ำและปานกลางอย่าง ‘ประเทศไทย’

อีกทั้งยังเป็นสร้างปรากฏการณ์ด้วยการมีผู้เข้าร่วมที่หลากหลายและมากที่สุดตั้งแต่มีการจัดมา 13 ครั้ง โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมกว่า 320 คนจาก 60 องค์กรใน 45 ประเทศทั่วโลก ที่ได้มาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กัน  3 วัน เริ่มตั้งแต่วันที่ 8 – 10 พ.ค. 2567 ภายใต้ธีม ‘Shaping the Future of Health Prioritization: Strategies for Sustainable Solutions’

“The Coverage” ถือโอกาสนี้พูดคุยกับ ดร.นพ.ยศ ตีระวัฒนานนท์ แพทย์และนักเศรษฐศาสตร์ ผู้ก่อตั้งโครงการประเมินเทคโนโลยีและนโยบายด้านสุขภาพ (HITAP) หน่วยงานเจ้าภาพการจัดการประชุมในครั้งนี้

ทั้งนี้ เพื่อฉายภาพให้เห็นประเด็นสำคัญที่จะมีการพูดคุยกันระหว่างนักวิชาการทั่วโลก ซึ่งมีโอกาสที่จะกลายเป็นทิศทางในการกำหนดแนวทางการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรที่มีจำกัดของแต่ละประเทศในอนาคต ให้ประชาชนสามารถเข้าถึงบริการสุขภาพได้อย่างทั่วถึงและเท่าเทียม ภายใต้บริบทความท้าทายปัจจุบัน

หาจุดเหมาะสม ‘ยาราคาแพง’ กำแพงที่ขัดขวางการเข้าถึง

ดร.นพ.ยศ เริ่มด้วยการกล่าวถึงประเด็น ‘ยาราคาแพง’ ที่เกิดจากการจดสิทธิบัตร ภายใต้การลงนามในสนธิสัญญาขององค์กรการค้าโลก (WTO) ซึ่งทำให้ยาที่ถูกคิดค้นขึ้นมาใหม่จะได้รับการคุ้มครอง และให้สิทธิผู้คิดค้นสามารถจัดจำหน่ายได้เพียงผู้เดียวเป็นเวลา 20 ปี หากมีใครผลิตเลียนแบบจะสามารถฟ้องเรียกร้องค่าเสียหายได้

ทว่า กฎเกณฑ์ที่เกิดขึ้นนี้เป็นเหตุให้เครื่องมือแพทย์ และยาใหม่ๆ ราคาพุ่งสูงมาก ทั้งที่ต้นทุนอาจจะไม่ถึง 1% “คุณรู้ไหมยาราคาแพงที่สุดในโลกราคาเท่าไหร่” ดร.นพ.ยศ เปิดประโยคขึ้นแล้วกล่าวต่อไปว่า “3 ปีที่แล้วยาที่ราคาแพงที่สุดในโลกคือ ราคา 72 ล้านบาท ขึ้นทะเบียนในประเทศไทยแล้ว เป็นยารักษาโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรงในเด็ก ปีที่แล้วยาราคาแพงที่สุดในโลก ราคา 120 ล้านบาท เป็นยารักษาโรคเลือดฮีโมฟีเลีย ปีนี้ทำลายสถิติอีก ยาที่แพงที่สุด ราคา 155 ล้านบาท เป็นยารักษาโรคเกี่ยวกับสมอง และทั้งหมดนี้เป็นการรักษาแค่คนไข้คนเดียว ครั้งเดียว”

ดังนั้น ในการประชุมครั้งนี้ จึงมีอยู่เวทีหนึ่งที่จะมีการวิเคราะห์กันในเรื่องนี้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหมาะสมแล้วหรือไม่ ด้วยตามกฎเกณฑ์ที่ให้สิทธิผู้คิดค้น เพราะต้องการสร้างแรงจูงใจให้เกิดการพัฒนาต่อ แต่ปัจจุบันสิทธิเหล่านี้อาจถูกใช้มากเกินไป จนทำให้มีคนส่วนใหญ่ที่จะได้ประโยชน์จากการคิดค้นยาใหม่ๆ ‘เข้าไม่ถึงยา’

“ลองคิดดูว่าโลกมันกลับกันไหม สมมติผมคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาที่จะได้ประโยชน์ต่อมนุษยชาติมากเลย แต่สุดท้ายไม่มีใครได้เข้าถึง ตกลงอันนี้เราออกกฎมาเพื่ออะไร ฉะนั้นกฎนี้ไม่ได้มีประโยชน์สิ ดังนั้นก็เลยเกิดปัญหาที่เขาจะคุยกันว่าแค่ไหนถึงพอดี สิทธิที่คนพัฒนานวัตกรรมจะได้รับ” ผู้ก่อตั้ง HITAP อธิบายให้เห็นภาพมากขึ้น